ในเมืองสาวัตถี มีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่า "มหาสุวรรณ" เป็นคนมั่งคั่งแต่ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล วันหนึ่งเขาได้ไปบนบานขอลูกกับรุกขเทวดาที่ต้นไม้ใหญ่ริมทาง จนกระทั่งภรรยาตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชายคนแรก เขาตั้งชื่อลูกว่า "มหาปาละ" (ผู้รักษาใหญ่) และต่อมาก็มีบุตรชายคนที่สองชื่อว่า "จุลปาละ" (ผู้รักษาน้อย) เมื่อบิดามารดาเสียชีวิต ทั้งสองพี่น้องได้ร่วมกันดูแลทรัพย์สมบัติ จนกระทั่งวันหนึ่ง มหาปาละได้มีโอกาสไปฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่วัดพระเชตวัน เกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าและปรารถนาจะออกบวช เขาจึงกลับไปบอกลา "จุลปาละ" น้องชาย แต่น้องชายร้องไห้คัดค้านเพราะเสียดายสมบัติและอยากให้บวชตอนแก่ มหาปาละจึงเตือนสติน้องชายด้วยประโยคเด็ดว่า "จุลปาละ เอ๋ย... เมื่อคนเราแก่ตัวลง มือและเท้ายังไม่ฟังคำสั่งของเราเลย แล้วเราจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปปฏิบัติธรรมอันละเอียดอ่อนได้?" มหาปาละจึงตัดสินใจสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้น้องชาย แล้วเข้าพิธีอุปสมบทได้นามว่า "พระมหาปาละ"
หลังจากบวชได้ 5 พรรษา พระมหาปาละได้เรียนกรรมฐานจากพระพุทธเจ้า แล้วพาร่างกายและเพื่อนพระภิกษุอีก 60 รูป ไปจำพรรษาที่หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง โดยในวันเข้าพรรษา ท่านได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "ในตลอด 3 เดือนนี้ เราจะประพฤติปฏิบัติธรรมใน 3 อิริยาบถเท่านั้น คือ ยืน เดิน และนั่ง... เราจะไม่เอนหลังนอนลงบนอาสนะเด็ดขาด!" เมื่อผ่านไปได้เพียง 1 เดือน ดวงตาของท่านเกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรง น้ำตาไหลนองตลอดเวลา หมอประจำหมู่บ้านได้ปรุงน้ำมันหยอดตาขนานเอกมาถวาย และกำชับว่าให้ท่านนอนหยอดตาและนอนพักผ่อน แต่พระมหาปาละกลับนั่งหยอดตาและเดินจงกรมต่อโดยไม่ยอมนอนตามหมอสั่ง ทำให้อาการทรุดหนักจนหมอมาจับได้ หมอเห็นว่าท่านไม่รักดวงตาตัวเองและกลัวจะเสียชื่อเสียง จึงประกาศเลิกรักษาและตัดขาดความสัมพันธ์ พระมหาปาละไม่ยอมแพ้ ท่านเตือนสติตัวเองว่าดวงตาคู่นี้พาเวียนว่ายตายเกิดมานับภพไม่ถ้วนแล้ว แต่พระธรรมนั้นหาได้ยากยิ่ง ท่านจึงนั่งสมาธิอย่างเด็ดเดี่ยวต่อไป จนกระทั่งในคืนสุดท้ายของวันออกพรรษา "ดวงตาทั้งสองข้างของท่านได้บอดสนิทลงอย่างสมบูรณ์ และในวินาทีเดียวกันนั้นเอง จิตของท่านก็หลุดพ้นจากกิเลส บรรลุเป็นพระอรหันต์"
ต่อมาพระมหาปาละ (ซึ่งตอนนั้นคนเรียกว่า พระจักขุปาล) ได้เดินทางกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า คืนหนึ่งหลังจากฝนตกหนัก มี "ตัวค่อมทอง" (แมลงปีกแข็ง) ขึ้นมาจากใต้ดินเป็นจำนวนมาก พระจักขุปาลซึ่งตาบอดมองไม่เห็น ได้เดินจงกรมตามปกติทำให้เหยียบแมลงเหล่านั้นตายเกลื่อนลาน พระภิกษุรูปอื่นมาเห็นเข้าจึงไปกราบทูลฟ้องพระพุทธเจ้าว่าท่านแกล้งเดินฆ่าสัตว์ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า "จักขุปาลมองไม่เห็น และท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว เจตนาฆ่าย่อมไม่มี ท่านจึงไม่มีความผิดและไม่เป็นบาป" ส่วนเหตุที่ท่านต้องตาบอดในชาตินี้นั้น พระพุทธเจ้าทรงระลึกชาติและเล่าว่า ในอดีตชาติ พระจักขุปาลเคยเกิดเป็น "หมอรักษาตา" วันหนึ่งมีหญิงยากจนมาขอให้รักษาตา โดยสัญญาว่าถ้าหายดี ตนและลูก ๆ จะยอมเป็นทาสรับใช้ตลอดชีวิต หมอรักษาจนตาเธอหายสนิท แต่หญิงคนนั้นเกิดเสียดายอิสรภาพ จึงแกล้งโกงหมอโดยบอกว่าหยอดตาแล้วมืดมนยิ่งกว่าเดิม หมอรู้ทันว่าโดนโกงจึงเกิดความโกรธจัดและผูกใจเจ็บ แอบปรุงยาพิษชนิดแรงส่งให้หญิงคนนั้นนำไปหยอด จนดวงตาของเธอข้าบอดสนิทจริง ๆ ด้วยวิบากกรรมที่ทำลายดวงตาของผู้อื่น หมอคนนั้นจึงต้องตกนรกหลายกัป และเมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องตาบอดสะสมมาทุก ๆ ชาติ จนกระทั่งชดใช้กรรมวาระสุดท้ายในชาตินี้นั่นเอง
คติธรรมที่ได้รับ
"ใจเป็นประธานในสิ่งทั้งปวง" ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ หากบุคคลมีใจชั่วร้าย พลอยพูดชั่วทำชั่วไปด้วย ความทุกข์ย่อมตามหลังเขาไป เหมือนล้อเกวียนที่หมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไปอยู่ฉะนั้น (ในทางกลับกัน หากเป็นพระอรหันต์ที่จิตบริสุทธิ์แล้ว แม้จะทำสัตว์ตายโดยไร้เจตนา ก็ย่อมไม่เป็นบาปกรรม)