ในเมืองสาวัตถี มีพราหมณ์มหาเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่า "อทินนปุพพกะ" (ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร) เขาเป็นคนขี้ เหนียวจัด ถึงขนาดทำต่างหูให้ลูกชายคนเดียวที่ชื่อ "มัฏฐกุณฑลี" ก็ยังทุบทองทำเองเพราะกลัวเสียค่าแรง ช่าง คนทั่วไปจึงเรียกเด็กหนุ่มว่า "ผู้มีต่างหูเกลี้ยง" จนกระทั่งอายุ 16 ปี มัฏฐกุณฑลีล้มป่วยหนักด้วยโรค ดีซ่าน พราหมณ์ผู้เป็นพ่อกลัวเสียเงินค่าหมอและค่ายา จึงแอบเดินไปเนียนถามสูตรยาจากหมอคนอื่นแล้ว มาขุดรากไม้ต้มให้ลูกกินเองตามมีตามเกิด อาการจึงทรุดหนักจนใกล้ตาย และด้วยความตระหนี่กลัวคนมา เยี่ยมไข้จะเห็นสมบัติในบ้าน พราหมณ์อุ้มร่างอันผอมโซของลูกชายออกมานอนทิ้งไว้ที่ระเบียงนอกบ้านอย่างเดียวดาย
เช้าวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพระญาณ ทรงเห็นว่ามัฏฐกุณฑลีมาณพกำลังจะสิ้นใจและ สามารถโปรดได้ จึงเสด็จไปยืนยิ้มโปรดที่หน้าบ้านพราหมณ์ ขณะนั้นเด็กหนุ่มนอนหันหน้าเข้าข้างฝาบ้าน ไม่มีแรงแม้แต่จะพลิกตัว พระพุทธเจ้าจึงทรงเปล่ง "ฉัพพรรณรังสี" (รัศมี 6 ประการ) วาบไปกระทบฝาผนัง เด็กหนุ่มเห็นแสงสว่างจึงค่อย ๆ พลิกตัวมามอง เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด จิตใจก็พองโตด้วยความ เลื่อมใสอย่างสุดซึ้ง เขารู้ตัวว่าร่างกายไม่มีแรงจะลุกกราบหรือเอ่ยปากพูด จึงทำสิ่งเดียวที่ทำได้คือ "น้อมจิต ระลึกถึงพระพุทธคุณ ตั้งมั่นความเลื่อมใสอย่างบริสุทธิ์ลงในใจ" ทันทีที่พระพุทธเจ้าคล้อยหลัง เด็กหนุ่มก็ สิ้นใจตาย และด้วยอานุภาพแห่งจิตเลื่อมใสนั้น ส่งผลให้เขาไปอุบัติใหม่เป็น "มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร" บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทันที
หลังงานศพ พราหมณ์ผู้เป็นพ่อโศกเศร้ามาก ไปนั่งร้องไห้กอดกองขี้เถ้าที่ป่าช้าทุกวัน มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร เห็นดังนั้นจึงต้องการลงมาดัดสันดานพ่อให้ตื่นจากมิจฉาทิฐิ จึงแปลงกายเป็นมนุษย์หน้าตาเหมือนเดิม แต่งตัวงดงามมา ยืนร้องไห้อยู่ใกล้ ๆ พราหมณ์เดินเข้าไปถามว่าร้องไห้ทำไม เทพบุตรแปลงแกล้งตอบว่า "ฉันมีรถทองคำ แต่ไม่มี 'ล้อ รถ' ตอนนี้เสียใจมาก" พราหมณ์รีบเสนอตัวทันทีว่าจะหาล้อทองคำหรือแก้วมณีมาให้ เทพบุตรจึงย้อนเกล็ดว่า "งั้น ลุงช่วยไปสอยเอาพระจันทร์กับพระอาทิตย์บนฟ้ามาทำล้อรถให้ฉันหน่อย" พราหมณ์ด่าสวนทันทีว่าบ้า เป็นไปไม่ได้ เทพบุตรจึงตอกกลับแทงใจดำว่า: "ลุง... พระจันทร์พระอาทิตย์ยังมองเห็นแสงสว่างอยู่บนฟ้า ลุงยังว่าฉันบ้าที่อยากได้... แต่ลูกชายลุงตายไปเป็นเถ้า ถ่าน มองไม่เห็นแล้ว ลุงยังมาร้องไห้อยากได้เขากลับคืนมา ระหว่างเราสองคน ใครมันโง่และบ้ากว่ากัน?" พราหมณ์ได้สติตื่นจากความเศร้าทันที เทพบุตรจึงแสดงร่างจริงสว่างไสวและเล่าว่าตนไปเกิดเป็นเทวดาเพราะจิต เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก่อนจะบินกลับสวรรค์ พราหมณ์ซาบซึ้งมาก รีบกลับบ้านไปจัดงานเลี้ยงใหญ่และนิมนต์ พระพุทธเจ้ามาฉันภัตตาหาร พราหมณ์ทูลถามต่อหน้าชาวเมืองว่าแค่ทำใจเลื่อมใสไม่ได้ทำทานจะไปสวรรค์ได้จริง หรือ พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิตให้มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรลอยลงมายืนยันเหตุการณ์ทั้งหมด ทำให้ผู้คนนับหมื่นดวงตาเห็นธรรมในวันนั้น
คติธรรมที่ได้รับ
" ใจเป็นประธานในสิ่งทั้งปวง" ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ หากบุคคลมีใจผ่องใส (สัมมาทิฐิ) พลอยพูดดีทำดี หรือแม้แต่ เพียงตั้งจิตเลื่อมใสในสิ่งอันเป็นบุญกุศล ความสุขความเจริญย่อมตามหลังเขาไป เหมือนเงาที่ตามตนไปทุกหนทุก แห่งฉะนั้น