ในวัดพระเชตวัน มีพระภิกษุแก่องค์หนึ่งชื่อว่า "พระติสสะ" ท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่อตอนอายุมากแล้ว แต่ทว่าท่านมีอภิสิทธิ์เหนือพระรูปอื่น ๆ เพราะท่านเป็น "โอรสของพระมาตุฉา" หรือมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง (ญาติ สนิท) ของพระพุทธเจ้า ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงได้รับความสะดวกสบาย ได้ฉันภัตตาหารดี ๆ มีจีวรสวย ๆ จนร่างกายอ้วน ท้วน สมบูรณ์ และมีผิวพรรณผุดผ่อง พฤติกรรมติดตัวของหลวงตาติสสะคือ ท่านชอบแต่งกายด้วยจีวรที่รีดเรียบ กริบ นั่งวางท่าทางน่าเกรงขามอยู่ตรงกลางโรงฉันเพื่อรอให้พระภิกษุรูปอื่น ๆ ที่เดินเข้ามาแสดงความเคารพกราบ ไหว้ โดยที่ตัวท่านเองไม่ได้มีคุณวิเศษ พรรษาก็ไม่มี และไม่เคยช่วยงานข้อวัตรใด ๆ ในวัดเลย
วันหนึ่ง มีพระภิกษุอาคันตุกะกลุ่มหนึ่งเดินทางมาไกลเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เมื่อเดินเข้ามาในโรงฉัน เห็นหลวงตาติ สสะนั่งอ้วนท้วน ผิวพรรณดี ดูน่าเลื่อมใส ก็นึกว่าเป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ จึงพากันเข้าไปกราบไหว้ นั่งใกล้ ๆ และ ช่วยนวดมือขยำเท้าให้ตามธรรมเนียม หลังจากนวดไปได้สักพัก พระหนุ่มรูปหนึ่งจึงเอ่ยถามว่า "หลวงพ่อบวชมาได้กี่ พรรษาแล้วครับ?" พระติสสะตอบหน้านิ่งว่า "อ๋อ...ฉันยังไม่มีพรรษาหรอก เพิ่งบวชตอนแก่นี่เอง" พระหนุ่มได้ฟังก็ สะดุ้ง ชักมือกลับและตักเตือนทันทีว่า "อ้าวหลวงตา! บวชใหม่พรรษาก็ไม่มี แต่ทำไมมานั่งหัวสูง ให้พระเถระผู้ใหญ่ที่ เดินทางมาเหนื่อย ๆ นวดให้อยู่ได้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยหรือ!" พระติสสะโกรธจัดขู่กลับว่าจะฟ้องพระพุทธเจ้าให้ล้าง โคตรให้หมด แล้ววิ่งร้องไห้โฮไปกุฏิพระพุทธเจ้า ทว่าเมื่อพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเรื่องราวและสั่งให้พระติสสะ กราบขอโทษพระอาคันตุกะถึง 3 ครั้ง หลวงตาแกก็ยังดื้อแพ่ง เม้มปากแน่นแล้วตอบว่า "ข้าพระองค์ไม่ขอโทษเด็ด ขาด พวกมันด่าข้าพระองค์ก่อน"
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ติสสะไม่ได้เพิ่งดื้อและเจ้าคิดเจ้าแค้นแค่ชาตินี้หรอก ชาติก่อนเธอก็เคยทำ เมืองมืดมิดเพราะความผูกใจเจ็บมาแล้ว" แล้วทรงเล่าอดีตชาติให้ฟังว่า: ในอดีตกาล มี "เทวลดาบส" (อดีตชาติของพระติสสะ) และ "นารทดาบส" (อดีตชาติของพระพุทธเจ้า) ได้ขอพักค้าง คืนที่โรงงานของช่างหม้อ นารทะจำตำแหน่งที่นอนของเทวละไว้อย่างดีเพื่อป้องกันการเดินเหยียบ แต่พอตกดึก เทว ละดันนอนเปลี่ยนท่า เอาตัวมานอนขวางตรงประตู นารทะจะออกไปข้างนอกจึงเดินไปเหยียบเข้าที่ "ชฎา (มวยผม)" ของเทวละเข้าอย่างจัง นารทะรีบขอโทษขอโพยแล้วเดินออกไป แต่เทวละผู้เจ้าคิดเจ้าแค้นคิดว่าขากลับนารทะต้อง เดินมาเหยียบอีกแน่ ๆ แกเลยแกล้งเปลี่ยนท่านอนอีกรอบ โดยสลับเอา "หัว" ไปนอนไว้ตรงตำแหน่งที่เป็น "เท้า" ใน ตอนแรก! พอขากลับ นารทะคิดเลี่ยงไปทางปลายเท้า... ปรากฏว่าเลยเหยียบเข้าที่ "คอ" ของเทวละเต็ม ๆ ! เทวละ โกรธจัดไม่ฟังคำอธิบาย แช่งนารทะว่า "พรุ่งนี้เช้าขอให้หัวของแกแตกออกเป็น 7 เสี่ยง!" นารทะรู้ด้วยญาณว่าคำแช่ง จะย้อนเข้าตัวเทวละเองด้วยความสงสารจึงใช้ฤทธิ์ "กักขังพระอาทิตย์ไว้ไม่ให้ขึ้น" จนเดือดร้อนพระราชาต้องมาจับ เทวละกดหัวกราบขอโทษนารทะเพื่อยอมปล่อยพระอาทิตย์ รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า การผูกใจเจ็บมีแต่จะสร้างทุกข์ไม่สิ้นสุด
คติธรรมที่ได้รับ
"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร" บุคคลใดที่มัวแต่คิดผูกใจเจ็บว่า 'คนนั้นด่าเรา คนนั้นทำร้ายเรา คนนั้นเอาชนะเรา' เวรของเขาย่อมไม่มีวันระงับสิ้น แต่ผู้ใดที่ไม่ผูกใจเจ็บ ไม่ถือมั่นในอัตตาตัวตน ละความโกรธได้ เวรทั้งหลายย่อม ระงับดับลงทันที