ในเมืองสาวัตถี มีชายหนุ่มกตัญญูคนหนึ่งอาศัยอยู่กับมารดา ต่อมามารดาได้หาหญิงสาวคนหนึ่งมาแต่งงานให้เป็น ภรรยา แต่อยู่กินกันมาหลายปีภรรยาคนนี้กลับ "เป็นหมัน" มารดาจึงปรารภจะหาเมียน้อยให้ลูกชายเพื่อสืบสกุล เมียหลวงเกิดความอิจฉาริษยาและกลัวจะหมดอำนาจในบ้าน จึงวางแผนร้ายอาสาไปเลือกหญิงสาวมาเป็นเมียน้อย ด้วยตัวเองเพื่อจะได้ควบคุมได้ เมียหลวงแสร้งทำเป็นดีและบอกเมียน้อยว่า "น้องหญิง ถ้าตั้งท้องเมื่อไหร่รีบบอกพี่ นะ พี่จะช่วยดูแล" แต่พอเมียน้อยตั้งครรภ์แรกและมาบอกด้วยความไว้ใจ เมียหลวงกลับแอบนำยาขับเลือดที่มีฤทธิ์ รุนแรงผสมในอาหารให้กินจนเมียน้อยแท้ง เมียน้อยตั้งครรภ์ครั้งที่สองก็โดนหลอกมอมยาจนแท้งอีกเป็นครั้งที่ 2 จนกระทั่งตั้งครรภ์ครั้งที่ 3 เมียน้อยเริ่มรู้ตัวจึงปิดปากเงียบ แต่เมียหลวงสังเกตเห็นท้องที่โตขึ้น จึงสบโอกาสแอบ บดยาขับครรภ์ใส่ให้กินอีก คราวนี้เด็กในท้องโตเกินไป ยาจึงทำให้ทารกตายขวางช่องคลอด เมียน้อยได้รับความทุกข์ ทรมานแสนสาหัสจนใกล้ตาย ในวินาทีสิ้นใจเธอจ้องหน้าเมียหลวงด้วยความอาฆาตแค้นและผูกจิตพยาบาทว่า "แก ฆ่าลูกฉัน 3 คน และยังฆ่าฉันด้วย ชาติหน้าขอให้ฉันเกิดเป็นยักษิณีคอยเคี้ยวกินลูกของแกคืนบ้าง!" พอเมียน้อยตาย สามีรู้ความจริงจึงทุบตีเมียหลวงจนตายตกตามกันไป
ด้วยแรงพยาบาทและกฎแห่งกรรม ทั้งสองคนจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดมาเพื่อล้างแค้นกันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ถึง 3 ชาติภพ: ชาติที่ 1 (แม่ไก่ กับ แม่แมว): เมียน้อยไปเกิดเป็น "แม่แมว" ส่วนเมียหลวงไปเกิดเป็น "แม่ไก่" อยู่ในบ้าน เดียวกัน พอแม่ไก่ออกไข่มา 2 ครั้ง แม่แมวก็แอบมาขโมยกินไข่จนหมด และในครั้งที่ 3 แม่แมวไม่กินแค่ไข่ แต่กระโดดตะครุบกัดคอกินตัวแม่ไก่เข้าไปด้วย แม่ไก่ก่อนตายผูกใจเจ็บซ้ำว่า ชาติหน้าขอให้ได้กินคืน! ชาติที่ 2 (แม่กวาง กับ แม่เสือเหลือง): แม่ไก่ (เมียหลวงเดิม) ไปเกิดเป็น "แม่เสือเหลือง" ส่วนแม่แมว (เมีย น้อยเดิม) ไปเกิดเป็น "แม่เนื้อ (กวางสาว)" เวลาที่แม่กวางตกลูกออกมา เสือเหลืองก็จะคอยตามกลิ่นมาจับ ลูกกวางกินกินจนหมดสิ้นถึง 3 ครั้ง และครั้งสุดท้ายก็กัดกินตัวแม่กวางด้วย แม่กวางก่อนตายจึงผูกเวรต่อว่า จะขอแก้แค้นคืนในชาติหน้า ชาติที่ 3 (นางยักษิณี กับ กุลธิดามนุษย์): แม่กวาง (เมียน้อยเดิม) ไปเกิดเป็นยักษิณีดุร้ายชื่อว่า "นางกาลี ยักษิณี" ส่วนแม่เสือเหลือง (เมียหลวงเดิม) ไปเกิดเป็น "กุลธิดา" หญิงสาวชาวเมืองสาวัตถี พอดี เมื่อกุลธิดา แต่งงานและคลอดลูกคนแรก นางยักษิณีก็แปลงกายเป็นเพื่อนแวะมาเยี่ยมแล้วจับทารกเคี้ยวกินสด ๆ พอ ท้องที่สองกุลธิดาหนีไปคลอดที่อื่น ยักษิณีก็ยังตามไปจับกินได้อีกเป็นคนที่ 2
จนกระทั่งตั้งท้องครั้งที่ 3 กุลธิดาชวนสามีหนีไปคลอดลูกที่บ้านเกิดบิดามารดาจนปลอดภัย ขากลับเดินทางผ่านวัด พระเชตวัน ได้นั่งพักเหนื่อยริมสระน้ำ ทันใดนั้น นางกาลียักษิณีสืบรู้เส้นทางและวิ่งแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันตรงดิ่งมาหา กุลธิดาหันไปเห็นจำหน้าได้แม่นยำรันทดใจ สามีอยู่กลางสระช่วยไม่ทัน เธอจึงอุ้มทารกน้อยวิ่งหนีตายเข้าไปในเขต วัดพระเชตวันอย่างไม่คิดชีวิต ทะลุเข้าไปกลางศาลาและวางทารกน้อยลงแทบพระบาทของพระพุทธเจ้าที่กำลังแสดง ธรรมอยู่ พร้อมร้องไห้โฮขอให้ทรงช่วยชีวิต นางยักษิณีวิ่งกวดตามมาแต่ถูกเทวดารักษาประตูวัดกั้นไว้ พระพุทธเจ้า ทรงทราบด้วยพระญาณจึงสั่งให้พระอานนท์ไปตามนางยักษิณีเข้ามาด้านใน เมื่อเผชิญหน้ากันพร้อมหน้า พระพุทธ องค์ทรงตำหนิและให้โอวาทแก่นับทั้งสองว่า: "พวกเธอทำกรรมอะไรกันอยู่! ถ้าพวกเธอไม่มาพบตถาคตในวันนี้ เวรของพวกเธอจะผูกกันไปชั่วกัลปาวสาน เหมือน งูกับพังพอนที่ไม่เจอหน้ากันต้องฆ่ากันให้ตาย... พวกเธอไม่รู้หรือว่า 'เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร' บาปกรรมไม่ สามารถล้างได้ด้วยการล้างแค้น" จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงตรัสพระคาถาบทสำคัญว่า: "เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวรเลยในกาลไหน ๆ แต่เวรย่อม ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร นี่เป็นธรรมโบราณ" เมื่อสิ้นสุดพระธรรมเทศนา นางกาลียักษิณีเกิดความสลดสังเวชใน บาปกรรมที่ทำมา 3 ชาติภพ จิตใจที่เคยดุร้ายก็อ่อนโยนลง บรรลุเป็นพระโสดาบัน หลั่งน้ำตาด้วยความสำนึกผิด กุลธิดาเห็นดังนั้นจึงยอมอโหสิกรรมให้ ทั้งสองเลิกจองเวรต่อกันและกลายเป็นมิตรที่ดีต่อกันในที่สุด
คติธรรมที่ได้รับ
"เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร" การล้างแค้นและการผูกใจเจ็บไม่เคยนำมาซึ่ง จุดจบอันสงบสุข มีแต่จะทำให้วงจรอุบาทว์นั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ การให้อภัยและตัดใจจากความพยาบาทด้วย ความเมตตาเท่านั้น คือหนทางเดียวที่ตัดรากถอนโคนความทุกข์ได้อย่างแท้จริง