หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วได้เสด็จกลับมายังกรุงกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระประยูรญาติ ในวันที่ 3 ของการเสด็จ เยือน ตรงกับวันมงคล 3 ประการของ "เจ้าชายนันทะ" (พระอนุชาต่างมารดาของพระพุทธเจ้า) คือ วันวิวาหมงคลกับ "นางชนปทกัลยาณี" หญิงงามที่สุดในแผ่นดิน, วันราชาภิเษก และวันขึ้นบ้านใหม่ ในขณะที่พิธีแต่งงานกำลังดำเนิน ไปอย่างชื่นมื่น พระพุทธเจ้าเสด็จมาเสวยภัตตาหารในงาน เมื่อเสวยเสร็จทรงส่งบาตรให้เจ้าชายนันทะถือไว้ แล้ว เสด็จลุกเดินออกจากงานไปโดยไม่ตรัสอะไร เจ้าชายนันทะด้วยความเคารพในพระเชษฐาจึงต้องถือบาตรเดินตาม หลังไปเรื่อย ๆ โดยคิดในใจว่า "เดี๋ยวพระองค์คงจะหันมารับบาตรคืนตรงนี้... ตรงนั้น" ฝ่ายนางชนปทกัลยาณีเห็น เจ้าบ่าวเดินตามพระพุทธเจ้าไป จึงวิ่งตามมาส่งเสียงร้องสั่งความทั้งน้ำตาว่า "พระลูกเจ้า... ขอพระองค์รีบเสด็จกลับ มาไว ๆ นะเพคะ" คำพูดนั้นฝังลึกอยู่ในใจของเจ้าชายนันทะ ทว่าพระพุทธเจ้าทรงพาทรงเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงวัดพระ นิโครธาราม แล้วตรัสถามสั้น ๆ ว่า "นันทะ เธอจะบวชไหม?" ด้วยความเกรงใจและขัตติยะมานะ เจ้าชายนันทะจึงจำ ใจตอบว่า "บวชพระเจ้าข้า" และเข้าพิธีบวชเป็น "พระนันทะ" ทั้งที่ใจยังพะว้าพะวัง
หลังจากบวชได้ไม่นาน พระนันทะไม่มีความสุขในการปฏิบัติธรรมเลย วัน ๆ นั่งซูบผอม เส้นเอ็นขึ้น สะอึกสะอื้นบ่น กับเพื่อนพระด้วยกันว่า "ผมไม่อยากบวชแล้ว ใจผมคิดถึงแต่หน้าของนางชนปทกัลยาณีที่ร้องบอกให้รีบกลับ" พระพุทธเจ้าทรงทราบความกระวนกระวายนี้ จึงทรงใช้ปาฏิหาริย์จับแขนพระนันทะแล้ว "พาเหาะขึ้นไปบนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์"ระหว่างทางผ่านป่าที่ถูกไฟไหม้ พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้พระนันทะดู "แม่ลิงแก่ตัวหนึ่งที่หูแหว่ง หางกุด ขนไหม้ รุ่งริ่ง" นั่งเจ่าจุกอยู่บนตอไม้ไหม้เกรียม พอเหาะไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงพาไปดู "นางอัปสร (นางฟ้า) 500 นาง" ที่มีเท้าดุจเท้านกพิราบ มีความ งดงามผุดผ่องเหนือมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสถามพระนันทะว่า "นันทะ เธอเห็นนางอัปสรเหล่านี้แล้ว ลองเทียบกับนางชนปทกัลยาณี เจ้าสาวของ เธอสิว่าใครสวยกว่ากัน?" พระนันทะตาโตตอบทันทีว่า "พระองค์เจ้าข้า... นางชนปทกัลยาณีเมื่อเทียบกับนางฟ้าพวก นี้แล้ว ก็เปรียบเสมือน 'แม่ลิงแก่หูแหว่งบนตอไม้ไหม้' ตัวนั้นแหละพระเจ้าข้า! นางฟ้าเหล่านี้งดงามกว่าล้านเท่า" พระพุทธเจ้าจึงทรงให้คำมั่นสัญญา (รับประกัน) ว่า "นันทะ ถ้าเธอตั้งใจปฏิบัติธรรมจนจบพรรษา ตถาคตจะเป็น 'ผู้รับประกัน' ยกล่องนางอัปสร 500 นางนี้ให้เป็นชายาของเธอเอง!" พระนันทะดีใจมากรีบรับคำท้าทันที
เมื่อกลับลงมาภพมนุษย์ พระนันทะตั้งหน้าตั้งตาเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะอยากได้นางฟ้า ตามสัญญา แต่ทว่าเรื่องนี้หลุดไปถึงหูของพระภิกษุรูปอื่น ๆ ทำให้เพื่อนพระพุทธบริษัทพากันล้อเลียนและติตเตียน พระนันทะว่า "ดูสิ พระนันทะบวชประพฤติพรหมจรรย์เพราะ 'เป็นลูกจ้าง' อยากได้ผู้หญิง... บวชเพราะอยากได้นาง อัปสร" คำว่า "ลูกจ้าง" และ "พระผู้ถูกสินบน" ทำเอาพระนันทะเกิดความละอายใจและสลดสังเวชในตัวเองอย่าง รุนแรง ท่านจึงแยกตัวหนีไปปฏิบัติธรรมในที่สงัดเพียงลำพัง เลิกคิดเรื่องนางฟ้า ละทิ้งความรักทางโลก ทุ่มเทใจ ส่องกระจกดูจิตของตัวเอง จนในที่สุด จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวกิเลส บรรลุเป็น "พระอรหันต์" ข้ามพ้น วัฏสงสาร ในคืนที่บรรลุธรรมนั้นเอง มีเทวดามาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อกราบทูลว่าพระนันทะบรรลุอรหันต์แล้ว ฝ่ายพระนันทะ เองก็เข้ามากราบทูลพระพุทธเจ้าด้วยความนอบน้อมในเช้าวันรุ่งขึ้นว่า: "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า... เรื่องที่พระองค์เคยทรงรับประกันว่าจะมอบนางอัปสร 500 นางให้ข้าพระองค์นั้น ตอน นี้ข้าพระองค์ขอ 'ปลดเปลื้องพระดำรัสนั้น' (ยกเลิกสัญญา) พระเจ้าข้า เพราะจิตของข้าพระองค์หลุดพ้น ไม่ปรารถนา ในกามอีกต่อไปแล้ว" พระพุทธเจ้าตรัสอนุโมทนาและบอกว่า ตถาคตก็พ้นจากพันธสัญญานั้นตั้งแต่วินาทีที่เธอหมดกิเลสแล้วเช่นกัน จาก นั้นทรงตรัสพระคาถาเตือนใจชาวโลกเกี่ยวกับการรักษาจิตใจ
คติธรรมที่ได้รับ
"จิตที่ฝึกมาไม่ดี ย่อมถูกราคะและความทุกข์ครอบงำได้ง่าย" เปรียบเสมือนเรือนหรือหลังบ้านที่มุงหลังคาไม่ เรียบร้อย ย่อมทำให้น้ำฝนรั่วซึมไหลลงมาเปียกปอนข้าวของภายในได้ฉะนั้น... แต่ในทางกลับกัน จิตที่ได้รับการ ฝึกฝน อบรมมาอย่างดีและมีสติรู้เท่าทัน (เหมือนหลังคาที่มุงไว้อย่างหนาแน่นดีแล้ว) ราคะและกิเลสใด ๆ ก็ย่อมไม่ สามารถรั่วซึมเข้าทำร้ายจิตใจได้เลย