ในเมืองสาวัตถี มีตระกูลหนึ่งได้คลอดบุตรชายและตั้งชื่อว่า "ปัณฑิต" (แปลว่า ผู้มีปัญญา หรือ บัณฑิต) เมื่ออายุได้ เพียง 7 ขวบ เด็กน้อยเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจึงขออนุญาตบิดามารดาออกบวช โดยมี "พระสารีบุตร เถระ" (พระอัครสาวกเบื้องขวา) เป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ หลังจากบวชได้เพียง 8 วัน ในเช้าวันหนึ่ง พระสารีบุตรได้ พาสามเณรปัณฑิตเดินเข้าเมืองเพื่อบิณฑบาต ระหว่างทาง สามเณรน้อยผู้มีความคิดเฉียบแหลมและช่างสังเกต ได้ เห็นเหตุการณ์ 3 อย่างริมทางที่จุดประกายความคิด:
เห็นชาวนากำลังไขน้ำ: สามเณรเห็นชาวนาขุดเหมืองดินเพื่อบังคับให้น้ำไหลไปตามทางที่ต้องการ จึงทูลถาม พระสารีบุตรว่า "พระอาจารย์ครับ น้ำเนี่ยมันมีจิตใจ มีวิญญาณไหมครับ?" พระสารีบุตรตอบว่า "ไม่มีหรอก สามเณร" สามเณรจึงคิดในใจว่า "อืม... น้ำไม่มีจิตใจ แต่มนุษย์ก็ยังสามารถบังคับขุดทางให้มันไหลไปในที่ ๆ ต้องการได้"
เห็นช่างศรกำลังดัดลูกศร: เดินต่อมา เห็นช่างทำลูกศรกำลังเอาไม้ไผ่ไปลนไฟแล้วเล็งด้วยสายตา ดัดให้มัน ตรงกริบ สามเณรจึงถามว่า "ไม้ไผ่นี่มีจิตใจไหมครับ?" พระอาจารย์ตอบว่า "ไม่มีหรอก" สามเณรคิดต่อ "ขนาดไม้ไผ่ไม่มีจิตใจ แต่มนุษย์ก็ยังใช้ไฟลนและดัดให้ตรงตามใจชอบได้"
เห็นช่างไม้กำลังถากไม้: เดินไปอีกหน่อย เห็นช่างไม้กำลังใช้ขวานและกบไสไม้ถากท่อนไม้คด ๆ ให้กลายเป็น ล้อเกวียนหรือสิ่งของต่าง ๆ สามเณรก็คิดขึ้นมาอีกว่า "ท่อนไม้ไม่มีจิตใจ มนุษย์ก็ยังถาก ยอมสละส่วนคดทิ้ง เพื่อเอามาทำประโยชน์ได้"
หลังจากเห็นทั้ง 3 สิ่งนี้ สามเณรปัณฑิตเกิดดวงตาปัญญาคิดสะกิดใจตัวเองอย่างรุนแรงว่า: "ถ้าคนเราสามารถบังคับน้ำที่ไม่มีจิตใจให้ไหลไปได้ ดัดไม้ไผ่คด ๆ ให้ตรงได้ และถากท่อนไม้ไร้วิญญาณให้เป็นรูป ทรงได้... แล้วตัวเราล่ะ? เราเป็นมนุษย์ มีจิตใจ มีสติปัญญา ทำไมเราจะบังคับดัดตนเอง และถากถางกิเลสออกจาก ใจเราไม่ได้กันเล่า!" คิดได้ดังนั้น สามเณรปัณฑิตจึงกราบทูลพระสารีบุตรว่า "พระอาจารย์ครับ ข้าพเจ้าขอไม่เข้าเมืองไปบิณฑบาตแล้ว ข้าพเจ้าขอรับบาตรและจีวรคืน และจะขอเดินกลับไปที่กุฏิในวัดเพื่อนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมฝากใจไว้กับกรรมฐานครับ" พระสารีบุตรเห็นความมุ่งมั่นจึงอนุญาต และบอกว่าถ้ากลับไปแล้วหิว ให้ไปเปิดประตูกุฏิรอ ท่านจะนำอาหารกลับมาให้ เมื่อสามเณรกลับถึงกุฏิ ก็นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่น เจริญวิปัสสนากรรมฐาน พิจารณาอัตภาพร่างกาย และจิตใจอย่างเด็ดเดี่ยว แรงอธิษฐานและกระแสจิตอันบริสุทธิ์ของสามเณรน้อยวัย 7 ขวบ สะเทือนเลื่อนลั่นขึ้นไป ถึง "ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์)" บนสวรรค์ พระอินทร์ส่องทิพยเนตรลงมาเห็นว่าสามเณรปัณฑิตกำลังจะบรรลุ พระอรหันต์ แต่กลัวว่าจะมีเสียงดังรบกวน หรือมีใครเดินมาขัดจังหวะ พระอินทร์จึงสั่งการด่วน:
สั่งให้ "สุริยเทพบุตร" กักพระอาทิตย์ไว้ ไม่ให้อากาศร้อนเกินไป
สั่งให้ "จันทรเทพบุตร" รักษากระแสลมให้สงบนิ่ง
สั่งให้ "ท้าวมหาราชทั้ง 4" (ท้าวจาตุมหาราช) ลงมาไล่นก กา และสัตว์ส่งเสียงดังออกจากบริเวณวัดให้หมด
ส่วน "พระอินทร์" ลงมาสถิตยืนจับสลักประตูหน้ากุฏิด้วยตัวเอง เพื่อไม่ให้ใครเปิดเข้าไปรบกวนความเงียบสงบนั้น
ฝ่ายพระสารีบุตร หลังจากบิณฑบาตได้อาหารรสเลิศ (เนื้อปลาตะเพียนที่สามเณรชอบ) ก็รีบเดินทางกลับวัดเพราะ กลัวสามเณรจะหิวจนแสบท้อง ในเวลาเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูด้วยพระญาณ ทรงเห็นว่าสามเณรปัณฑิ ตกำลังพิจารณาธรรมขั้นสุดท้ายปัญญากำลังจะเต็มรอบ แต่ถ้าพระสารีบุตรเดินไปถึงกุฏิแล้วเคาะประตูเรียกตอนนี้ จิตของสามเณรจะสะดุดและพลาดโอกาสบรรลุธรรม พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปดักรอพระสารีบุตรที่ซุ้มประตูวัด และทรงแกล้งตรัสถาม "ปัญหา 4 ข้อ" (เพื่อดึงเวลาให้ สามเณรปฏิบัติเสร็จ) เช่น:
"สารีบุตร อาหารที่เธอได้มาเรียกว่าอะไร?" $\rightarrow$ "เรียกว่า รูป พระเจ้าข้า"
"รูปนั้นนำมาซึ่งอะไร?" $\rightarrow$ "นำมาซึ่งเวทนา (ความสุขอิ่มท้อง) พระเจ้าข้า"
(และถามลึกไปถึงเรื่องสัญญา สังขาร วิญญาณ)
ในขณะที่พระสารีบุตรกำลังยืนกราบทูลตอบคำถามพระพุทธเจ้าอยู่นั้น "สามเณรปัณฑิตก็สามารถตัดอาสวกิเลสได้ หมดสิ้น บรรลุเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ทลายคุกแห่งวัฏสงสารได้สำเร็จในวัยเพียง 7 ขวบ!" เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่าสามเณรทำกิจสำเร็จแล้ว จึงทรงปล่อยพระสารีบุตรให้ไปที่กุฏิ พอพระสา รีบุตรไปถึง พระอินทร์ก็ปล่อยสลักประตูแล้วหายตัวกลับสวรรค์ พระอาจารย์เปิดเข้าไปส่งอาหารให้สามเณรน้อยฉัน พระพุทธเจ้าทรงสรุปเรื่องราวนี้ให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า การฝึกตนและดัดใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พร้อมตรัสพระคาถาบทดัง
คติธรรมที่ได้รับ
"ชาวนาขุดทางไขน้ำย่อมนำน้ำไปได้, ช่างศรดัดลูกศรย่อมดัดให้ตรงได้, ช่างไม้ถากไม้ย่อมทำไม้ให้เป็นรูปทรงได้ ฉันใด... บัณฑิตทั้งหลาย (ผู้มีปัญญา) ย่อมฝึกตน ดัดตน และถากถางกิเลสออกจากใจของตนได้ฉันนั้น" สภาพ แวดล้อมภายนอกหรือสิ่งไม่มีชีวิตมนุษย์ยังควบคุมได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการหันกลับมาควบคุมและฝึกฝน "จิตใจ" ของตัวเองให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม