ในเมืองเสตพยะ มีพี่น้องคฤหบดีอยู่ 3 คน พี่คนโตชื่อว่า "มหากาล" คนรองชื่อว่า "มัชฌิมกาล" และน้องคนเล็กชื่อว่า "จุลกาล" พวกเขาทำธุรกิจเป็นพ่อค้านำสินค้าใส่เกวียนเดินทางไปค้าขายต่างเมืองอยู่เป็นประจำ วันหนึ่ง มหากาล และจุลกาลได้นำขบวนเกวียนสินค้าเดินทางมาถึงเมืองสาวัตถี และได้พักแรมอยู่ใกล้ ๆ วัดพระเชตวัน ในเย็นวันนั้น มหากาลผู้พี่เห็นชาวเมืองถือดอกไม้เครื่องสักการะเดินเข้าวัดเพื่อฟังธรรม จึงเกิดความสนใจและชวนจุลกาลน้อง ชายไปร่วมฟังธรรมด้วย เมื่อมหากาลได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องโทษของวัฏสงสารและ ความไม่เที่ยงของชีวิต จิตใจก็เกิดความสลดสังเวชและเลื่อมใสอย่างแรงกล้า เขาตัดสินใจทันทีว่าจะออกบวช จุลกาล น้องชายพยายามคัดค้านอย่างหนักเพราะเป็นห่วงเรื่องทรัพย์สมบัติและครอบครัว แต่มหากาลใจเด็ดเดี่ยวสละสิ้น ทุกอย่างและเข้าพิธีอุปสมบทได้นามว่า "พระมหากาล" ส่วนจุลกาลเห็นพี่ชายบวชแน่แล้ว จึงยอมบวชตาม (นามว่า พระจุลกาล) แต่บวชเพราะจำใจและตั้งใจว่าจะหาโอกาสสึกพี่ชายและตัวเองกลับไปใช้ชีวิตทางโลกตามเดิม
หลังจากบวชแล้ว พระมหากาลไม่อยากเสียเวลาเรียนคัมภีร์ ท่านมุ่งมั่นใน "ธุระวิปัสสนา" จึงเข้าไปกราบทูลถาม พระพุทธเจ้าเกี่ยวกับข้อปฏิบัติในป่าช้า (อสุภกรรมฐาน) จากนั้นท่านเดินทางไปยังป่าช้าแห่งหนึ่งและตั้ง สัตยาธิษฐานว่าจะจำพรรษาที่นี่ ท่านได้ติดต่อกับหญิงสัปเหร่อชื่อว่า "นางกาลี" โดยสั่งความว่า "กาลี ถ้าเธอเห็นศพที่ เขานำมาทิ้งหรือมาเผา มีลักษณะที่ยังดูสด ดูใหม่ หรือมีเนื้อหนังที่น่ากลัว น่าเกลียด อย่าเพิ่งเผาทันทีนะ ขอให้บอก ฉันก่อน เพื่อที่ฉันจะได้มานั่งพิจารณาความจริงของร่างกาย" พระมหากาลใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนนั่งสมาธิและเดิน จงกรมอยู่ข้างกองฟอน ดูการเน่าเปื่อย สลายไปของซากศพ น้อมเข้ามาสู่ตัวเองว่า "ร่างกายของเรานี้ก็มีความแก่ อย่างนี้ มีความตายอย่างนี้ ไม่สามารถล่วงพ้นความตายไปได้เลย" ด้วยความเพียรพยายามอันเด็ดเดี่ยวท่ามกลาง กลิ่นคาวเลือดและซากศพ ในที่สุด พระมหากาลก็สามารถทำลายอาสวกิเลสได้หมดสิ้น บรรลุเป็น "พระอรหันต์" ผู้ จบกิจในพระพุทธศาสนา
เวลาผ่านไป พระพุทธเจ้าได้เสด็จจาริกผ่านมายังเมืองเสตพยะพร้อมด้วยหมู่พระสงฆ์ ซึ่งรวมถึงพระมหากาลและ พระจุลกาลด้วย ทั้งสองรูปได้ไปพักอยู่ในสวนจำปาของตระกูลเดิม ฝ่าย "จุลกาล" ซึ่งตอนนี้สึกออกไปเป็นคฤหบดี เรียบร้อยแล้ว (เพราะสบโอกาสสึกก่อนหน้านี้) ได้วางแผนร่วมกับอดีตภรรยาของพระมหากาลเพื่อจะจับพระมหา กาลสึกให้ได้ โดยในวันที่พระมหากาลเดินทางมาฉันภัตตาหารที่บ้านเก่า อดีตภรรยาทั้งหลายของท่านได้แต่งกาย งดงาม ประพรมน้ำหอม และจัดเตรียมเสื้อผ้าคฤหบดีซ่อนไว้ เมื่อพระมหากาลฉันเสร็จ พระรูปอื่น ๆ เดินทางกลับวัดไปหมด เหลือเพียงพระมหากาลรูปเดียวที่ต้องอยู่เพื่อ อนุโมทนาทาน ทันใดนั้น อดีตภรรยาของท่านก็กรูเข้ามาล้อมรอบ กั้นประตูหน้าต่างแน่นหนา แล้วพากันพูดจาออด อ้อน ยั่วยวน และนำเสื้อผ้าฆราวาสออกมาบังคับให้ท่านเปลี่ยนซิ่นผ้าเหลืองออก พระมหากาลพิจารณาเห็น เหตุการณ์นั้นด้วยความสงบ ท่านไม่มีความหวั่นไหวหรือเกิดราคะแม้แต่น้อย ท่านคิดว่า "คนเหล่านี้ช่างไม่รู้เลยว่า จิต ของเราได้หลุดพ้นจากบ่วงแห่งมารนี้แล้ว" พระมหากาลจึงแสดงอภินิหาร "เหาะขึ้นไปบนอากาศทะลุหลังคาเรือน" ลอยละลิ่วกลับไปยังสวนจำปาเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที ทิ้งให้อดีตภรรยาและจุลกาลยืนตกตะลึงอยู่เบื้องหลัง พระภิกษุทั้งหลายเห็นพระมหากาลเหาะมา จึงพากันกราบทูลชื่นชม พระพุทธเจ้าทรงตรัสสรุปว่า จิตที่ฝึกมาดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวต่อกิเลส พร้อมตรัสพระคาถาบทสำคัญ
คติธรรมที่ได้รับ
"บุคคลผู้ตามเห็นสิ่งสวยงามในโลก ไม่สำรวมในอินทรีย์ ไม่รู้ประมาณในอาหาร เกียจคร้าน มารย่อมพ่ายแพ้เขา เหมือนลมพัดต้นไม้ที่ผุพัง... ส่วนบุคคลผู้ตามเห็นสิ่งที่เป็นอสุภะ (ความไม่สวยงาม) สำรวมดีแล้ว มั่นคงในศรัทธา มารย่อมไม่สามารถทำอันตรายเขาได้ เหมือนลมที่ไม่สามารถพัดโยกภูเขาศิลาล้วนให้สั่นคลอนได้ฉะนั้น" ความ มั่นคงในธรรมและการมองเห็นความจริงของสังขาร คือเกราะคุ้มกันจิตใจที่ดีที่สุดจากสิ่งยั่วยุทางโลก