"พระเทวทัต" เป็นเจ้าชายแห่งศากยวงศ์ (เป็นพระเชษฐาของนางยโสธราพิมพา และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ พระพุทธเจ้า) ท่านได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาพร้อมกับเจ้าชายองค์อื่น ๆ หลังจากบวชแล้วพระเทวทัตได้ตั้งใจ ปฏิบัติธรรมจนสำเร็จ "โลกียอภิญญา" มีฤทธิ์เดชเหาะเหินเดินอากาศและแปลงกายได้ วันหนึ่ง ในงานประชุมสงฆ์ อันยิ่งใหญ่ พระเทวทัตเห็นผู้คนและพระราชาต่างพากันกราบไหว้และสรรเสริญพระพุทธเจ้า รวมถึงพระอัครสาวก อย่างพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะอย่างล้นหลาม แต่กลับไม่มีใครสนใจตัวท่านเลย ความอิจฉาริษยาและ ตัณหาอยากใหญ่จึงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ท่านคิดว่า "เราก็เป็นเจ้าชาย เป็นญาติสนิท แถมมีฤทธิ์เดชไม่แพ้ใคร ทำไมเรา ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของคนอื่น" ท่านจึงเริ่มมองหาผู้สนับสนุนเพื่อสร้างฐานอำนาจของตนเอง
พระเทวทัตได้ใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นกุมารน้อยมีงูพิษพันรอบตัว เหาะลงมานั่งบนตักของ "เจ้าชายอชาตศัตรู" แห่ง แคว้นมคธ จนเจ้าชายเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้าและยอมปวารณาตนเป็นโยมอุปัฏฐาก นำอาหารรสเลิศมา ถวายทุกวัน เมื่อมีอำนาจและเงินทุนหนุนหลัง พระเทวทัตจึงเดินไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเพื่อขอ "ปกครองสงฆ์ ทั้งหมดแทน" โดยอ้างว่าพระพุทธเจ้าทรงชราภาพแล้ว แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธและตรัสเตือนสติว่า "เทวขนาดสา รีบุตรและโมคคัลลานะ ตถาคตยังไม่เคยยกหมู่สงฆ์ให้ปกครองเลย แล้วจะยกให้คนกินเดน (ผู้บริโภคปัจจัยที่ได้มา โดยมิชอบ) อย่างเธอได้อย่างไร" คำตรัสตักเตือนนั้นทำให้พระเทวทัตผูกใจเจ็บและโกรธจัด ท่านจึงไปยุยงให้เจ้าชายอชาตศัตรูทำปิตุฆาต (ฆ่าพระเจ้า พิมพิสารผู้เป็นพ่อ) เพื่อยึดบัลลังก์ ส่วนตัวท่านเองก็วางแผน ลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าถึง 3 ครั้ง:
ส่งนายขมังธนูไปยิง: แต่เมื่อเหล่านายขมังธนูเดินไปพบพระพุทธเจ้า กลับเกิดความเลื่อมใสจนวางคันศรและฟังธรรมจนบรรลุโสดาบันทั้งหมด
กลิ้งหินสะเทือนเขาคิชฌกูฏ: พระเทวทัตขึ้นไปบนยอดเขา แอบกลิ้งหินก้อนใหญ่ลงมาหมายจะทับ พระพุทธเจ้า แต่ทว่าหินก้อนใหญ่กลับกระทบกันเองจนแตกกระจัดกระจาย มีเพียง "สะเก็ดหินเล็ก ๆ" ก้อน หนึ่งพุ่งเข้ามากระทบพระบาทของพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิต (เป็นเหตุให้หมอชีวกโกมารภัจจ์ต้องมาช่วยรักษา)
ปล่อยช้างตกมัน "นาฬาคิรี": มอมเหล้าช้างศึกจนคลั่งแล้วปล่อยให้วิ่งไปเหยียบพระพุทธเจ้าในเมือง แต่ พระพุทธองค์ทรงแผ่มหาเมตตาจิตจนช้างนาฬาคิรีสร่างเมา ก้มกราบแทบพระบาทอย่างสงบ
เมื่อแผนฆ่าไม่สำเร็จ พระเทวทัตจึงเปลี่ยนแผนมาทำ "สังฆเภท" (ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน ซึ่งเป็นอนันตริยกรรม บาป หนักที่สุด) โดยการตั้งกฎมหาโหด 5 ข้อ (เช่น ห้ามพระฉันเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต, ต้องอยู่ป่าตลอดชีวิต) เพื่ออวดตนว่า เคร่งครัดกว่าพระพุทธเจ้า แล้วชวนพระบวชใหม่กลุ่มหนึ่งแยกตัวออกไปตั้งนิกายใหม่ ทว่าต่อมา พระสารีบุตรและ พระมหาโมคคัลลานะได้ตามไปแสดงธรรมโปรดพระภิกษุเหล่านั้นจนตาสว่าง และพากันเดินกลับมาหาพระพุทธเจ้า จนหมดสิ้น พระเทวทัตตื่นขึ้นมาเห็นสำนักร้าง เกิดความเสียใจและเครียดจัดจนกระอักเลือด พักรักษาตัวอยู่เป็น เวลา 9 เดือน อาการก็มีแต่ทรุดลงเรื่อย ๆ ในวาระสุดท้ายของชีวิต พระเทวทัตเกิดความสำนึกผิดคิดได้ ท่านระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จึงบอกให้ลูก ศิษย์ที่เหลืออยู่ช่วยอุ้มใส่แคร่พาเดินทางกลับมาเมืองสาวัตถีเพื่อกราบขอขมา ขบวนเดินทางมาถึงริมสระโบกขรณี ใกล้ ๆ วัดพระเชตวัน ลูกศิษย์ได้วางแคร่ลงเพื่อไปอาบน้ำ พระเทวทัตปรารถนาจะลุกขึ้นยืนเพื่อเหยียบพื้นดินด้วย ตนเอง ทว่าทันทีที่เท้าทั้งสองข้างของท่านแตะลงบนพื้น "แผ่นดินหนาแปดหมื่นสี่พันโยชน์กลับแยกออกจากกัน ร่างของพระเทวทัตค่อย ๆ จมดิ่งลงสู่ใต้ดิน" จมลงไปถึงข้อเท้า เข่า เอว อก จนกระทั่งถึงคอ ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่ หัวจะจมมิดหายไปในแผ่นดิน พระเทวทัตได้รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด "ชูข้อกระดูกคาง" (เพราะมือจมดินไปหมด แล้ว) ขึ้นมาเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และกล่าวขอขมาถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา แผ่นดินสูบพระเทวทัตลงไปตกใน "อเวจี มหานรก" ทันที ชดใช้กรรมอย่างทุกข์ทรมาน (แต่ด้วยอานิสงส์แห่งการขอขมาก่อนตาย ในอนาคตอีกหลายแสนกัป พระเทวทัตจะได้กลับมาตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า อัฏฐิสสระ) พระพุทธเจ้าทรงสรุปเรื่องนี้ด้วยพระคาถา เกี่ยวกับผู้ทำกรรมชั่ว
คติธรรมที่ได้รับ
"ผู้ทำกรรมชั่วย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง" คือย่อมเดือดร้อนใจในโลกนี้เมื่อระลึกถึงความผิดที่ตนทำไว้ และย่อม เดือดร้อนยิ่งกว่าในโลกหน้าเมื่อต้องไปเสวยวิบากกรรมในทุคติภูมิ เปรียบเสมือนบุคคลที่หว่านเมล็ดพืชพิษ ย่อม ต้องได้รับผลเป็นพิษแผดเผาตนเองในที่สุด ความทะเยอทะยานที่ไร้คุณธรรมมีแต่จะนำพาชีวิตดิ่งลงสู่จุดจบที่มืดมิด