ในเมืองสาวัตถี มีชายคนหนึ่งชื่อว่า "จุนทสูกริก" (แปลว่า นายจุนทะผู้ฆ่าหมู) เขาประกอบอาชีพทำมาหากินด้วยการ ฆ่าหมูขายมาเป็นเวลานานกว่า 30 ปี บ้านของเขาอยู่ไม่ไกลจากวัดพระเชตวัน แต่ทว่าตลอดชีวิตเขาไม่เคยเข้าวัด ไม่ เคยถวายทาน ไม่เคยฟังธรรม และไม่เคยทำความดีใด ๆ เลยแม้แต่ครั้งเดียว วิธีการล้มหมูของนายจุนทะนั้นโหด เหี้ยมมาก เขาจะมัดหมูไว้กับหลักอย่างแน่นหนา จากนั้นจะใช้ไม้พลองขนาดใหญ่ทุบไปที่ตัวหมูจนเนื้อของมันบวมช้ำ (เขาเชื่อว่าทำแบบนี้แล้วเนื้อจะนุ่มและพองโต) จากนั้นจะจับปากหมูง้างออก แล้วกรอกน้ำเดือดจัดลงไปในคอหมู เพื่อล้างลำไส้และสิ่งสกปรกภายในออกมาก่อนซ้ำ ๆ เมื่อหมูขับถ่ายสิ่งสกปรกออกมาจนหมดและสิ้นใจ เขวจึงจะ จัดการแล่เนื้อไปขาย ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นอาจิณกรรม (กรรมที่ทำเป็นประจำ)
กาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งนายจุนทะเข้าสู่วัยชรา ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรมลงและล้มป่วยลงอย่างรุนแรง ในช่วง 7 วัน สุดท้ายก่อนที่เขาจะสิ้นใจ "กรรมนิมิต" (ภาพความชั่วร้ายที่เคยทำ) ได้ปรากฏขึ้นในจิตใจอย่างเด่นชัด ไฟจากอเวจี มหานรกได้แผ่ความร้อนระอุขึ้นมาปรากฏแก่ตัวเขา ทำให้นายจุนทะเกิดความเร่าร้อนทุรนทุรายจนทนไม่ได้ ทันใดนั้นเอง พฤติกรรมของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างน่าสยดสยอง นายจุนทะทิ้งตัวลงจากเตียงแล้ว "ก้มลงคลานสี่ขา เหมือนหมู" เดินวนเวียนไปมารอบบ้าน พร้อมกับส่งเสียงร้อง "อู๊ด ๆ เอื๊อก ๆ" กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ดั่งเสียงหมูที่กำลังถูกเชือดคอตลอดเวลา ทั้งภรรยาและลูก ๆ ต่างพากันตกใจกลัว พยายามเข้าฉุดจับรั้งให้เขานอน ลง แต่ก็ไม่สามารถต้านทานแรงของนายจุนทะได้ เขาละเมอคลานร้องเสียงหมูดังระงมออกไปนอกบ้าน จนญาติ ๆ ต้องตัดสินใจปิดประตูหน้าต่างบ้านทุกบานและขังเขาไว้ข้างในเพราะความอับอายชาวบ้าน
ในระหว่าง 7 วันนั้น พระภิกษุสงฆ์ที่เดินผ่านไปมาหน้าบ้านของนายจุนทะเพื่อบิณฑบาต ได้ยินเสียงร้องกรีดร้อง โหยหวนของหมูดังระงมออกมาไม่หยุดหย่อน พระภิกษุเหล่านั้นพากันเข้าใจผิด คิดว่านายจุนทะกำลังล้มหมูครั้ง ใหญ่เพื่อจัดงานเลี้ยง จึงพากันเดินกลับไปกราบทูลพระพุทธเจ้าที่วัดว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า นายจุนทสูกริก คงจะฆ่าหมูเยอะมากตลอด 7 วันมานี้ เสียงหมูร้องทรมานดังลั่นไปถึงถนนเลยพระเจ้าข้า ช่างเป็นคนใจดำอำมหิตแท้ ๆ" พระพุทธเจ้าทรงสดับฟังแล้วจึงตรัสเฉลยความจริงอันน่าสะพรึงกลัวแก่หมู่สงฆ์ว่า: "ภิกษุทั้งหลาย นายจุนทะไม่ได้กำลังฆ่าหมูหรอก... แต่บัดนี้ วิบากกรรมชั่วที่เขาทำมาตลอด 30 ปี กำลังตามสนองเขา แล้ว ไฟจากอเวจีมหานรกได้ปรากฏแก่เขาตั้งแต่วันที่เขายังไม่ตาย เขาจึงต้องคลานสี่ขาและร้องเป็นเสียงหมูด้วย ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสนับตั้งแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ครบ 7 วันแล้ว" หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสเสร็จสิ้นลงในวันนั้นเอง นายจุนทสูกริกก็ขาดใจตายลง และร่างของเขาก็ดิ่งร่วงลงสู่อเวจี มหานรกทันทีเพื่อชดใช้กรรมต่อ พระภิกษุทั้งหลายพากันกราบทูลว่า ช่างน่าอนาถใจเหลือเกินที่เขาต้องเดือดร้อน ทุรนทุรายทั้งตอนอยู่และตอนตาย พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสพระคาถาบทสำคัญว่าด้วยผู้ทำกรรมชั่ว
คติธรรมที่ได้รับ
"ผู้ทำกรรมชั่วย่อมเดือดร้อนใจในโลกทั้งสอง" คือ ย่อมเดือดร้อนใจในโลกนี้เมื่อยามใกล้ตาย เพราะภาพกรรมนิมิต อันเลวร้ายย้อนกลับมาหลอนหลอกระทบจิต และย่อมเดือดร้อนใจยิ่งกว่าในโลกหน้าเมื่อต้องไปเสวยวิบากกรรมอัน เผ็ดร้อนในนรกภูมิ... บุคคลทำกรรมเช่นใด ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้นตอบสนองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย