[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: มหาอุบาสกผู้เป็นต้นบุญ และครอบครัวสายธรรม]
ในเมืองสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อว่า "ธัมมิกะ" ท่านเป็นคนเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และเป็นหัวหน้าของอุบาสกผู้อุปัฏฐากวัดอีก 500 คน ครอบครัวของธัมมิกอุบาสกนั้นงดงามมาก ทั้งตัวท่าน ภรรยา และลูกชายลูกสาวรวม 14 คน ต่างก็เป็นผู้ทรงศีล มีจิตใจโอบอ้อมอารี และรักการทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ ท่านได้จัดตั้งระบบทานภายในบ้านอย่างเป็นระเบียบ ทั้งการถวายสลากภัต (อาหารตามสลาก), ภัตในปักษ์ (อาหารประจำปักษ์), ภัตในวันอุโบสถ และภัตสำหรับพระอาคันตุกะ เรียกว่าบ้านของท่านไม่เคยว่างเว้นจากเสียงสวดมนต์และการต้อนรับพระสงฆ์เลยตลอดหลายสิบปี จนเป็นที่รักและเคารพของพระคุณเจ้าทั้งวัดพระเชตวัน
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: วาระสุดท้ายที่ร้อนถึงสวรรค์ และทิพยรถทั้ง 6 ชั้น]
กาลเวลาล่วงเลยไป ธัมมิกอุบาสกเข้าสู่วัยชราและล้มป่วยลงอย่างหนักจนไม่สามารถลุกเดินได้ ท่านรู้ตัวดีว่าวาระสุดท้ายกำลังจะมาถึง จึงบอกให้ลูก ๆ ไปนิมนต์พระภิกษุสงฆ์มาที่บ้านเพื่อสวด "มหาสติปัฏฐานสูตร" ให้ฟังเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อพระภิกษุ 8 รูปเดินทางมาถึงและเริ่มสวดพระสูตรอันลึกซึ้ง ธัมมิกอุบาสกก็หลับตาลงตั้งจิตนิ่งฟังธรรมด้วยความเลื่อมใส
ในขณะที่พระกำลังสวดอยู่นั้นเอง "กรรมนิมิตฝ่ายดี" (สุคตินิมิต) ได้ปรากฏขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท้องฟ้าเหนือบ้านของท่านพลันเปิดออก มี "รถม้าทิพย์งดงามตระการตา 6 คัน" ส่งตรงมาจากสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น (ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ถึงปรนิมมิตวสวัตดี) ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ เหล่าสารถีเทวดาต่างพากันส่งเสียงเชื้อเชิญอุบาสกผู้ทรงศีลว่า "ท่านอุบาสก! พวกเรามาจากสวรรค์ชั้นดุสิต... พวกเรามาจากดาวดึงส์... ขอท่านจงละทิ้งร่างมนุษย์นี้แล้วขึ้นมาบนรถของพวกเราเถิด ทิพยสมบัติอันรื่นรมย์กำลังรอท่านอยู่!"
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: คำสั่ง "หยุดก่อน" ที่ทำให้เข้าใจผิด และจุดจบอันเป็นบรมสุข]
เสียงของเทวดาที่แย่งชิงตัวท่านดังก้องในโสตประสาท จนธัมมิกอุบาสกกลัวว่าจะไม่ได้ยินเสียงพระสวดธรรมะ ท่านจึงลืมตาขึ้นแล้วโบกมือพูดกับเทวดาเบา ๆ ว่า "พวกท่านจงหยุดก่อน... จงรอสัปดาห์หนึ่งก่อน!"
แต่ทว่า... พระภิกษุสงฆ์ที่กำลังสวดอยู่รวมถึงพวกลูก ๆ ไม่เห็นเทวดาและไม่ได้ยินเสียงจากสวรรค์ พวกเขาได้ยินเพียงคำว่า "หยุดก่อน" ออกมาจากปากของชายชรา พระภิกษุจึงพากันหยุดสวดเพราะคิดว่าอุบาสกคงเหนื่อยและอยากพัก ส่วนลูก ๆ ถึงกับร้องไห้โฮเพราะเข้าใจผิด คิดว่าพ่อของตนเริ่มหลงลืมสติ สติฟั่นเฟือน และเพ้อเจ้อก่อนตาย พระสงฆ์เห็นดังนั้นจึงพากันลากลับวัด
พอพระกลับไป ธัมมิกอุบาสกสร่างจากนิมิตหันมาเห็นลูก ๆ ร้องไห้ จึงถามว่าร้องทำไม เมื่อรู้ความจริง ท่านจึงบอกลูกว่า "พ่อไม่ได้เพ้อ พ่อแค่บอกให้เทวดาจากสวรรค์ 6 ชั้นที่เอารถมารับแถมกำลังแย่งตัวพ่ออยู่ให้หยุดรอก่อน... ถ้าลูก ๆ ไม่เชื่อ พ่อจะพิสูจน์ให้ดู จงไปนำ 'พวงมาลัยดอกไม้' มาให้พ่อ" พอลูก ๆ นำมาให้ ท่านก็ถามว่า "สวรรค์ชั้นไหนน่ารื่นรมย์ที่สุด?" ลูก ๆ ตอบว่า "ชั้นดุสิตครับพ่อ เพราะเป็นที่ประทับของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย" ธัมมิกอุบาสกจึงบอกว่า "ถ้าอย่างนั้น พ่อจะอธิษฐานให้พวงมาลัยนี้ไปคล้องอยู่ที่งอนรถของสวรรค์ชั้นดุสิตนะ" พูดเสร็จท่านก็ขว้างพวงมาลัยขึ้นไปบนอากาศ... ปรากฏว่า "พวงมาลัยลอยค้างอยู่กลางอากาศในลักษณะวงกลมล้อมรอบสิ่งที่ไม่เห็น (ซึ่งก็คืองอนรถทิพย์)" สร้างความอัศจรรย์ใจแก่ลูก ๆ จนพากันกราบด้วยความอิ่มเอิบ
หลังจากนั้น ธัมมิกอุบาสกก็หลับตาลงอย่างสงบ ละอัตภาพจากกายมนุษย์ จิตลอยละลิ่วขึ้นไปอุบัติใหม่เป็น "ธัมมิกเทพบุตร" ณ สวรรค์ชั้นดุสิตทันที ท่ามกลางเสียงอนุโมทนา ฝ่ายพระสงฆ์เมื่อกลับไปถึงวัดได้กราบทูลเรื่องนี้แด่พระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงตรัสพระคาถาบทสำคัญตอกย้ำความเที่ยงแท้ของกฎแห่งกรรมดี
คติธรรมที่ได้รับ
"ผู้ทำกรรมดีย่อมเพลิดเพลินใจในโลกทั้งสอง" คือ ย่อมเพลิดเพลินใจในโลกนี้เมื่อระลึกถึงความดีและบุญกุศลที่ตนได้สั่งสมไว้ (จิตย่อมสงบ ไม่หวาดกลัวความตาย) และย่อมเพลิดเพลินยิ่งกว่าในโลกหน้าเมื่อได้ไปเสวยทิพยสมบัติในสุคติภูมิ... บุญกุศลจึงเป็นมิตรแท้เพียงสิ่งเดียวที่คอยโอบอุ้มและนำทางชีวิตไปสู่ความบรมสุขอย่างแท้จริง