[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: ข่าวลือเขย่าพระนคร และกลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์]
หลังจากเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบลงสู่อเวจีมหานรกริมสระน้ำหน้าวัดพระเชตวัน ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่งทั่วเมืองสาวัตถีและแคว้นใกล้เคียง ชาวเมืองส่วนใหญ่ที่เคารพศรัทธาในพระพุทธศาสนาต่างพากันโล่งใจและแซ่ซ้องสรรเสริญในความศักดิ์สิทธิ์ของกฎแห่งกรรม ทว่าในอีกด้านหนึ่ง "กลุ่มลูกศิษย์และผู้สนับสนุนพระเทวทัต" รวมถึงพวกเดียรถีย์กลับเกิดความโกรธแค้นอย่างรุนแรง พวกเขาพากันเดินประท้วงและปล่อยข่าวลือโจมตีพระพุทธเจ้าตามตรอกซอกซอยว่า "สมณะโคดมเป็นคนใจดำ! พระเทวทัตอุตส่าห์เดินทางมาเพื่อขอขมาแท้ ๆ แต่กลับไม่ยอมช่วยปล่อยให้อาจารย์ของพวกเราต้องถูกแผ่นดินสูบตายอย่างอนาถ!" กระแสสังคมเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่ายจนเกิดความวุ่นวาย
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: คำถามจากที่ประชุมสงฆ์ และอดีตชาติของพญาช้างฉัททันต์]
เย็นวันนั้น พระภิกษุสงฆ์ได้หยิบยกเรื่องข่าวลือและการวิพากษ์วิจารณ์ของชาวเมืองขึ้นมาสนทนากันในโรงธรรมสภา พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงจึงตรัสถาม เมื่อทรงทราบเรื่องแล้ว พระพุทธองค์จึงตรัสเตือนสติหมู่สงฆ์ว่า:
"ภิกษุทั้งหลาย... การที่แผ่นดินสูบพระเทวทัตนั้น ไม่ใช่เพราะตถาคตไม่เมตตา หรือเป็นเพราะความพยาบาทของใคร แต่เป็นเพราะ 'บาปกรรมอันหนักหน่วง' ที่เธอทำไว้เองต่างหาก และพระเทวทัตก็ไม่ได้เพิ่งพยายามทำร้ายผู้มีพระคุณในชาตินี้เท่านั้น แม้ในอดีตชาติ เธก็เคยฆ่าผู้เสด็จมอบชีวิตให้เธอมาแล้ว"
จากนั้นพระพุทธองค์ทรงเล่า "ชาดกเรื่องพญาช้างฉัททันต์" ให้ฟังว่า:
ในอดีตกาล พระเทวทัตเกิดเป็น "นายพรานโสณุดร" ผู้ใจบาป ได้รับคำสั่งจากพระมเหสีผู้ผูกใจเจ็บให้มาล่าเอา "งารัศมี 6 ประการ" ของพญาช้างฉัททันต์ (อดีตชาติของพระพุทธเจ้า) นายพรานแอบปลอมตัวเป็นพระหันไปนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ (ผ้าเหลือง) แล้วแอบซุ่มยิงลูกศรพิษใส่พญาช้างจนบาดเจ็บสาหัส พญาช้างโกรธจัดจะเข้าไปกระทียบให้ตาย แต่พอเห็นนายพรานห่มผ้าเหลืองอันเป็นสัญลักษณ์ของพระอริยเจ้า พญาช้างก็ยับยั้งชั่งใจด้วยความเคารพในผ้ากาสาวพัสตร์ และเอ่ยถามว่าต้องการอะไร นายพรานบอกว่าอยากได้งา พญาช้างฉัททันต์ผู้เปี่ยมด้วยมหาทานบารมีจึงยอมนอนลง ให้นายพรานใช้เลื่อยตัดงาทั้งสองข้างออกไปอย่างทุกข์ทรมานจนสิ้นใจ ตายเพื่อมอบงาให้นายพราน พระพุทธเจ้าทรงสรุปว่า ขนาดชาติก่อนห่มผ้าเหลืองปลอม ๆ พญาช้างยังเคารพ แต่นายพรานก็ยังหักหลังตัดงาได้ลงคอ
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: สัจธรรมแห่งผ้ากาสาวพัสตร์]
พระพุทธเจ้าทรงโยงเรื่องราว in อดีตชาติกลับมาสู่ปัจจุบัน โดยทรงตรัสสอนว่า ผ้าเหลืองหรือผ้ากาสาวพัสตร์นั้น เป็นเครื่องหมายของพระอริยบุคคลผู้หมดจดจากกิเลส บุคคลใดที่ยังมีกิเลสหนาแน่น ปราศจากความสำรวมตน โกหกมดเท็จ และไร้ซึ่งคุณธรรม (เหมือนพระเทวทัตหรือนายพรานในอดีต) ต่อให้เอาผ้าเหลืองมาห่มคลุมกาย ก็ไม่คู่ควรและไม่มีวันได้รับความเจริญ มีแต่จะทำให้ผ้าเหลืองนั้นแผดเผาตนเองจนต้องดิ่งลงสู่นรก
เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาจบลง ชาวเมืองที่เคยเคลือบแคลงใจและพระภิกษุทั้งหลายต่างพากันตาสว่าง ละความสงสัยในเหตุการณ์ธรณีสูบ และหันกลับมาตั้งมั่นในการปฏิบัติธรรมอย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
คติธรรมที่ได้รับ
"ผู้ใดที่ยังมีกิเลสน้ำย้อม (ราคะ โทสะ โมหะ) ยังไม่ล่วงพ้น ปราศจากความสำรวมและสัจจะ วาจา ผู้นั้นย่อมไม่คู่ควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์... ส่วนผู้ใดที่คายกิเลสออกได้แล้ว ตั้งมั่นดีแล้วในศีล สำรวมกายวาจาใจ ผู้นั้นแล จึงชื่อว่าเป็นผู้คู่ควรแก่ผ้ากาสาวพัสตร์อย่างแท้จริง" คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบภายนอกหรือการแอบอ้างตนว่าเป็นคนดี แต่อยู่ที่เนื้อแท้ของความบริสุทธิ์ในจิตใจเป็นสำคัญ