[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: ศิษย์เอกพระเทวทัต และจิตที่เต็มไปด้วยความระแวง]
ในยุคที่พระเทวทัตยังมีชีวิตและพยายามตั้งตนเป็นใหญ่ มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่า "พระโกกาลิกะ" ท่านเป็นศิษย์ก้นกุฏิและผู้สนับสนุนหลักของพระเทวทัต หลังจากที่พระเทวทัตถูกแผ่นดินสูบไปแล้ว พระโกกาลิกะก็ยังคงฝักใฝ่ในทางที่ผิดและมีจิตใจคับแคบ วันหนึ่ง "พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ" ได้พาหมู่สงฆ์จาริกไปตามแคว้นต่าง ๆ จนกระทั่งเจอพายุฝนหลงฤดูอย่างรุนแรง พระอัครสาวกทั้งสองจึงพาพระสงฆ์เข้าไปขอพักแรมในกระท่อมร้างแห่งหนึ่งในเขตของพระโกกาลิกะ โดยพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะยอมสละที่แห้ง ๆ ให้พระบวชใหม่นอน ส่วนท่านทั้งสองไปนั่งสมาธิอยู่ในมุมมืด ๆ ที่ชื้นแฉะตลอดทั้งคืนเพื่อความสำรวม
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: วาจาส่อเสียดใส่ร้าย และคำเตือน 3 วาระจากศาสดา]
รุ่งเช้า พระโกกาลิกะเดินมาดูที่กระท่อมร้าง เห็นพระบวชใหม่นอนหลับสบายในที่ทำเลดี แต่เห็นพระอัครสาวกทั้งสองนั่งอยู่ในมุมมืด ด้วยจิตที่อคติและหูเบา ท่านจึงคิดไปเองตามประสาคนพาลว่า "ดูสิ พระสารีบุตรกับพระโมคคัลลานะแสร้งทำเป็นเคร่งครัด นั่งในมุมมืดตบตาคน แต่จริง ๆ คงแอบทำมิดีมิร้ายหรือมีความปรารถนาลามกซ่อนอยู่แน่ ๆ"
พระโกกาลิกะรีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดพระเชตวันทันที แล้วกราบทูลใส่ร้ายป้ายสีต่อหน้าพระพักตร์ว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ลุ่มหลงในลาภยศและกิเลสพระเจ้าข้า!"
พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริงทั้งหมดด้วยพระญาณ จึงทรงตรัสห้ามพระโกกาลิกะด้วยความเมตตาถึง 3 ครั้งว่า:
"โกกาลิกะ เธออย่าพูดอย่างนั้น! เธออย่าได้ทำใจให้อคติต่อสารีบุตรและโมคคัลลานะเลย ทั้งสองคนนั้นเป็นผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ มีจิตใจงดงามดั่งทองคำแท้"
แต่ด้วยความดื้อรั้นและมืดบอด พระโกกาลิกะสะบัดหน้าแล้วกราบทูลสวนกลับว่า "พระองค์อาจจะทรงเชื่อเนื้อนาบุญของพระองค์ แต่ข้าพระองค์เห็นมากับตาว่าสองคนนี้ชั่วร้าย!" พูดเสร็จก็ลุกเดินหนีออกจากวัดไปด้วยความโกรธจัด
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: ผลกรรมทันตาเห็น ฝีระเบิดท่วมตัว และดิ่งสู่ปทุมนรก]
ทันทีที่พระโกกาลิกะเดินพ้นเขตวัดพระเชตวันออกไป วิบากกรรมขั้นรุนแรงจากการ "ทำลายคุณงามความดีของพระอรหันต์ด้วยวาจา" ก็เข้าจู่โจมร่างกายของท่านในฉับพลัน!
เริ่มเกิด "ตุ่มฝีเล็ก ๆ เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด" ขึ้นเต็มตัวของท่าน
ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ตุ่มฝีเหล่านั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นเท่าเมล็ดถั่ว เขยิบเป็นเท่าผลมะขามป้อม เท่าผลมะตูม จนกระทั่งขยายใหญ่เท่า "ผลแตงโม" ร้อนผ่าวเหมือนโดนไฟลวก
ในที่สุด ตุ่มฝีขนาดยักษ์เหล่านั้นก็ระเบิดออกพร้อม ๆ กัน หนองและเลือดสด ๆ ไหลเยิ้มท่วมตัว ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
พระโกกาลิกะนอนดิ้นรนทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสอยู่บนแผ่นดิน ร้องครวญครางเหมือนสัตว์ที่ถูกน้ำร้อนลวก ในนาทีสุดท้ายก่อนจะสิ้นลม ท่านระลึกถึงคำเตือนของพระพุทธเจ้าได้แต่ก็สายไปเสียแล้ว ร่างกายของท่านแหลกสลายลง และ "แผ่นดินก็แยกออกสูบร่างของพระโกกาลิกะดิ่งจมลงสู่นรกที่ชื่อว่า ปทุมนรก" (นรกขุมขนาดย่อยที่มีการลงทัณฑ์ดุร้าย) ชดใช้กรรมชั่วช้านานนับปีนรก พระพุทธเจ้าทรงนำเรื่องนี้มาตรัสสอนพระภิกษุทั้งหลายเพื่อเป็นอุทาหรณ์เรื่องการรักษาวาจา
คติธรรมที่ได้รับ
"ขวานเกิดประจำอยู่ที่ปากของบุรุษแล้ว... คนพาลเมื่อพูดคำชั่วร้าย ย่อมใช้ขวานนั้นฟันตัวเอง" วาจาที่ส่อเสียด ใส่ร้ายป้ายสี และทำลายผู้มีศีลบริสุทธิ์ เปรียบเสมือนอาวุธร้ายที่ไม่ได้ทำลายใครเลยนอกจากย้อนกลับมาเชือดเฉือนและทำลายชีวิตของตนเองให้พินาศสิ้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ความหูเบาและใจบาปคือหนทางตรงสู่หายนะอันแท้จริง