[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: พระอรหันต์ผู้เปิดคลังความทรงจำข้ามชาติ]
ในเมืองสาวัตถี มีกุลบุตรคนหนึ่งชื่อว่า "โสภิตะ" ได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาหลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ท่านตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่นานนักก็สามารถทำลายกิเลสทั้งปวง บรรลุเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงปฏิสัมภิทาญาณ ความอัศจรรย์ของพระโสภิตเถระที่โดดเด่นกว่าพระรูปอื่น ๆ คือ ท่านเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญใน "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ" หรือวิชาระลึกชาติ ท่านสามารถนั่งสมาธิแล้วย้อนดูอดีตชาติของตนเองถอยหลังไปกี่กัปกี่กัลป์ก็ได้ และระลึกได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ บอกรายละเอียด ชื่อตระกูล อาชีพ และความเป็นอยู่ในแต่ละชาติได้อย่างไม่มีติดขัด ราวกับเรื่องราวเหล่านั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: ข้อสงสัยของหมู่สงฆ์ และคำยืนยันจากพระศาสดา]
วันหนึ่ง พระโสภิตเถระได้สนทนากับเพื่อนพระภิกษุด้วยกัน และท่านได้ปรารภเรื่องการระลึกชาติของท่านว่า "อาวุโสทั้งหลาย... ข้าพเจ้านั่งนึกย้อนดูอดีตชาติของตนเอง ตั้งแต่ชาติแรกเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ข้าพเจ้าระลึกได้หมดสิ้นภายในเวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลกเท่านั้นเอง" พระภิกษุบวชใหม่บางรูปที่ยังไม่มีฤทธิ์ได้ฟังก็เกิดความเคลือบแคลงใจ พากันคิดว่าพระโสภิตเถระพูดอวดอุตตริมนุสสธรรม (อวดคุณวิเศษที่ไม่มีในตน) หรือพูดเกินความจริงเพื่อเรียกร้องความเลื่อมใส จึงพากันนำเรื่องนี้ไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วตรัสประกาศท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์เพื่อรับรองความบริสุทธิ์ของพระโสภิตเถระว่า:
"ภิกษุทั้งหลาย... โสภิตะไม่ได้พูดโกหก และไม่ได้พูดอวดอ้างเกินจริงหรอก เธองดเว้นจากมุสาวาทแล้ว จิตของโสภิตะหลุดพ้นและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมดั่งปราชญ์ ความสามารถในการระลึกชาติของเธอนั้นรวดเร็วและแม่นยำจริง ๆ ตถาคตขอแต่งตั้งให้โสภิตะเป็น 'เอตทัคคะ' (ผู้เป็นเลิศ) ในด้านผู้ระลึกอดีตชาติได้รวดเร็ว"
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: อดีตชาติของผู้สร้างทางเดิน และอานิสงส์แห่งความไม่ประมาต]
พระพุทธเจ้าทรงเล่าอดีตชาติของพระโสภิตเถระให้ฟังว่า ในอดีตชาติหลายแสนกัปก่อน ท่านเคยเกิดเป็นมนุษย์ในยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ท่านเป็นคนช่างสังเกตและรักการทำบุญ วันหนึ่งเห็นทางเดินไปวัดชำรุดทรุดโทรม เดินทางลำบาก ท่านจึงชักชวนมิตรสหายมาช่วยกัน "แผ้วถางทาง ทำถนน และสร้างสะพาน" เพื่อให้พระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาเดินไปฟังธรรมได้สะดวกรวดเร็ว อานิสงส์ของการสร้างทางเดินให้คนไปสู่ธรรมะในชาติต่าง ๆ ส่งผลให้ท่านเป็นคนมีปัญญาปรุโปร่ง ลื่นไหล ไม่มีอะไรติดขัด เมื่อมาบวชในชาตินี้ เส้นทางความทรงจำในอดีตชาติของท่านจึงเปิดโล่งและแล่นไวเหมือนถนนที่ไร้สิ่งกีดขวางนั่นเอง จากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสพระคาถาบทสำคัญเกี่ยวกับ "ปัญญาและความไม่ประมาต"
คติธรรมที่ได้รับ
"ทางที่บุคคลแผ้วถางดีแล้ว ย่อมนำพาไปสู่จุดหมายได้รวดเร็วฉันใด จิตที่ได้รับการแผ้วถางกิเลสและอบรมปัญญามาดีแล้ว ย่อมเข้าถึงสัจธรรมและญาณทัศนะได้อย่างรวดเร็วฉันนั้น" การสั่งสมความดีและคุณธรรมทีละเล็กทีละน้อยในทุก ๆ วัน เปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมโยงความสำเร็จในอนาคต เมื่อถึงเวลาที่บุญบารมีเต็มรอบ ปัญญาญาณย่อมสว่างไสว ข้ามพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้อย่างง่ายดาย