[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: หญิงงามผิวอุบลเขียว และศึกชิงนางระดับแผ่นดิน]
ในเมืองสาวัตถี มีมหาเศรษฐีตระกูลหนึ่งได้คลอดบุตรสาวที่มีความพิเศษตรงที่ นางมีผิวพรรณละเอียดอ่อนและมีสีผิวผุดผ่องคล้ายกับสีของ "กลีบดอกอุบลเขียว" (ดอกบัวขาบ) บิดามารดาจึงตั้งชื่อให้นางว่า "อุบลวรรณา" เมื่อนางเจริญวัยเติบโตเป็นสาว ความงดงามของนางก็เลื่องลือไปทั่วทั้งชมพูทวีป จนทำให้พระราชาและมหาเศรษฐีจากเมืองต่าง ๆ ส่งพราหมณ์และเครื่องบรรณาการล้ำค่ามาสู่ขอนางจากบิดาอย่างไม่ขาดสาย บิดาของนางเกิดความเครียดและหนักใจมาก เพราะถ้าหากยกนางให้แก่ใครคนใดคนหนึ่ง เมืองอื่น ๆ หรือเศรษฐีคนอื่น ๆ ก็จะโกรธและอาจเกิดสงครามแย่งชิงนางขึ้นมาได้ บิดาจึงเรียกอุบลวรรณามาพบแล้วแกล้งถามว่า "ลูกรัก... เจ้าจะสามารถบวชเป็นภิกษุณีได้ไหม?" นางอุบลวรรณาผู้มีบุญญาธิการเก่าซ่อนอยู่ ได้ฟังดังนั้นก็ดีใจมากและตอบทันทีว่า "บวชได้เพคะคุณพ่อ" บิดาจึงพานางไปบวชที่สำนักภิกษุณีทันทีเพื่อตัดปัญหา
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: ดวงประทีปแห่งปัญญา และการบรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว]
หลังจากบวชเป็นภิกษุณีได้ไม่นาน วันหนึ่งถึงเวทีจัดแจงโรงอุโบสถ พระอุบลวรรณาได้รับหน้าที่ให้เป็นคนกวาดทำความสะอาดและจุดประทีป (ตะเกียงไฟ) ในโรงอุโบสถ หลังจากจุดไฟให้ความสว่างไสวแล้ว ท่านได้ยืนจ้องมองดู "เปลวไฟ" จากประทีปนั้น แล้วนำมาตั้งเป็นอารมณ์ในการเจริญกรรมฐาน (เตโชกสิณ) ท่านพิจารณาดูความสว่างไสวและการลุกไหม้ของไฟ น้อมเข้ามาสู่จิตใจว่ากิเลสทั้งหลายก็ถูกเผาผลาญด้วยไฟคือปัญญาได้เช่นกัน จิตของท่านตั้งมั่นเป็นสมาธิอย่างรวดเร็ว และในขณะที่กำลังพิจารณาอยู่นั้นเอง ท่านก็สามารถทำลายอาสวกิเลสทั้งปวง บรรลุเป็น "พระอรหันต์ภิกษุณี" พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญา 6 มีฤทธิ์เดชแกล้วกล้าสามารถแสดงปาฏิหาริย์ได้นานัปการ
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: อดีตชาติของหญิงผู้ถวายดอกบัวเขียว]
พระภิกษุทั้งหลายต่างพากันอัศจรรย์ใจในสีผิวอันงดงามและความสำเร็จธรรมอันรวดเร็วของท่าน พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสเล่าอดีตชาติของพระอุบลวรรณาเถรีให้ฟังว่า:
ในอดีตชาติหลายแสนกัปก่อน ท่านเคยเกิดเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา วันหนึ่งได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จมาบิณฑบาต เกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จึงได้นำ "ดอกอุบลสีเขียว 500 ดอก" ที่เก็บมาจากสระน้ำ พร้อมด้วยผ้าสีกาสาวพัสตร์ที่ย้อมด้วยน้ำฝาดสีงดงามมาถวาย และได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า "ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายดอกอุบลเขียวนี้ ขอให้ข้าพเจ้าเกิดมามีผิวพรรณงดงามดั่งสีของดอกบัวนี้ในทุก ๆ ชาติ และขอให้ได้บรรลุธรรมอันสูงสุด" ด้วยอานิสงส์แห่งทานและแรงอธิษฐานที่ทำไว้ด้วยใจบริสุทธิ์ ส่งผลให้ท่านมีผิวพรรณเป็นเอกลักษณ์และบวชเรียนจนบรรลุอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงทรงแต่งตั้งให้พระอุบลวรรณาเถรีเป็น "เอตทัคคะ" (ผู้เป็นเลิศ) ในด้านผู้มีฤทธิ์มาก คู่กับพระมหาโมคคัลลานะในฝ่ายภิกษุณี
คติธรรมที่ได้รับ
"ผู้ใดมีจิตสงบระงับแล้ว ตัดตัณหาได้ขาด ย่อมใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข เปรียบเหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำ แต่ไม่เปียกด้วยน้ำ" ความงดงามทางกายภายนอกอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายและภัยอันตรายทางโลก แต่ความงดงามทางจิตใจที่ได้รับการชำระล้างด้วยพระธรรมคำสอน ย่อมเป็นความงามที่แท้จริงและคงทนถาวร นำพาชีวิตข้ามพ้นห้วงทุกข์สู่ความสงบเย็นอันเป็นอมตะได้ในที่สุด