[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: ชายหนุ่มผู้รักทาน และการสร้างมหาวิหารในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน]
ในเมืองพาราณสี มีกุลบุตรคนหนึ่งชื่อว่า "นันทิยะ" เขาเป็นคนที่มีศรัทธา in พระพุทธศาสนาอย่างเปี่ยมล้นมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อเติบโตขึ้นและได้รับมรดกจากบิดามารดา นันทิยะไม่ได้นำเงินทองไปใช้สุรุ่ยสุร่าย แต่เขากลับนำทรัพย์สินเหล่านั้นมาสร้างทานบารมีอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่ง นันทิยะได้เดินทางไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เห็นพระภิกษุสงฆ์ไม่มีที่พักกลางแจ้งที่สัปปายะ จึงเกิดศรัทธาอันแรงกล้า สละเงินจำนวนมหาศาลสร้าง "มหาวิหาร 4 ห้อง" ที่ประกอบด้วยกุฏิ ที่พักกลางคืน ที่พักกลางวัน และโรงฉัน พร้อมทั้งตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สงฆ์อย่างครบครัน เพื่อจัดตั้งเป็นวัดถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: วิมานทิพย์ผุดขึ้นบนดาวดึงส์ และทัวร์สวรรค์ของพระโมคคัลลานะ]
ในวันพิธีถวายมหาวิหาร นันทิยะได้นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์มาเสวยภัตตาหาร ในวินาทีที่นันทิยะกำลังหลั่งน้ำทักษิโณทก (กรวดน้ำ) ลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้าเพื่อแสดงการมอบถวายวัดนั้นเอง... "วิมานทิพย์หลังใหญ่โตมโหฬาร" ขนาดกว้างยาว 12 โยชน์ ทำด้วยทองคำ แก้วมณี และแก้วประพาฬ สว่างไสวระยิบระยับ แวดล้อมด้วยนางอัปสรทิพย์ 1,000 นาง ก็ได้ผุดขึ้นมารอท่าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในฉับพลัน!
ต่อมา "พระมหาโมคคัลลานะ" อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ได้ใช้จาริกอภิญญาเหาะขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านได้เดินผ่านไปเห็นวิมานทองคำหลังนี้ลอยเด่นและว่างเปล่าไม่มีเจ้าของ มีเพียงเหล่านางฟ้าที่ออกมาต้อนรับ พระโมคคัลลานะจึงเอ่ยถามนางฟ้าเหล่านั้นว่า "วิมานอันงดงามนี้เป็นของเทพบุตรองค์ใดกันทำไมจึงไม่มีใครอยู่?" เหล่านางอัปสรตอบว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้า... วิมานนี้เป็นของ 'นันทิยอุบาสก' ชายเมืองพาราณสีผู้สร้างวิหารทานถวายพระพุทธเจ้าค่ะ พวกข้าพเจ้ามารออุปัฏฐากท่านอยู่ที่นี่ ขอพระคุณเจ้าช่วยกลับไปบอกท่านนันทิยะทีเถิดว่า ให้รีบละร่างมนุษย์อันสกปรกนี้แล้วขึ้นมาเสวยสุขบนสวรรค์ได้แล้ว พวกข้าพเจ้ารออยู่เหมือนคนกระหายน้ำรอคอยหยาดฝนเลยเจ้าค่ะ"
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: คำถามคาใจ และสัจธรรมแห่งการสั่งสมบุญ]
เมื่อพระมหาโมคคัลลานะเหาะกลับลงมายังโลกมนุษย์ ท่านได้เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าในโรงธรรมสภาต่อหน้าพุทธบริษัทว่า:
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ... บุญกุศลที่บุคคลทำไว้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ (ยังไม่ตาย) สามารถส่งผลแปรเปลี่ยนเป็นทิพยสมบัติและวิมานผุดขึ้นมารอท่าอยู่บนโลกสวรรค์ล่วงหน้าได้จริง ๆ หรือพระเจ้าข้า?"
พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระมหาโมคคัลลานะและหมู่สงฆ์ว่า "โมคคัลลานะ... เธอเองก็เห็นวิมานนั้นด้วยตาตัวเองแล้วไม่ใช่หรือ จะมาถามตถาคตทำไมอีก บุญกุศลนั้นมีพลานุภาพยิ่งใหญ่นัก" จากนั้นพระพุทธองค์ทรงตรัสอุปมาเปรียบเทียบสัจธรรมข้อนี้ให้ฟังอย่างงดงามว่า:
"เปรียบเหมือนชายหนุ่มที่จากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานต่างถิ่นเป็นเวลานาน เมื่อเขาสามารถตั้งตัวได้และเดินทางกลับมา ย่อมมีบรรดาญาติพี่น้องและมิตรสหายมารอรับอยู่ที่ประตูเมืองด้วยความยินดีปรีดาฉันใด... บุคคลผู้ทำบุญกุศลไว้ดีแล้วในโลกนี้ เมื่อละจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า บุญกุศลทั้งหลายที่เขาทำไว้ ย่อมมารอรับต้อนรับเขา เหมือนญาติพี่น้องที่รักมารอรับญาติผู้กลับมาโดยสวัสดิภาพฉันนั้น"
เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมจบลง นันทิยอุบาสกและชาวเมืองต่างพากันอิ่มเอิบใจและทุ่มเทในการทำนุบำรุงพระศาสนาต่อไปอย่างไม่ประมาท
คติธรรมที่ได้รับ
"บุญย่อมต้อนรับผู้ทำบุญ ซึ่งไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า เหมือนญาติรับญาติที่รักผู้เดินทางกลับมาฉะนั้น" ความดีและบุญกุศลไม่ใช่สิ่งสูญหาย แต่มันคือเสบียงทิพย์ที่ถูกส่งไปสะสมไว้ในบัญชีแห่งภพชาติล่วงหน้า วินาทีที่ละสังขาร ความดีเหล่านั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นเกราะคุ้มกันและนำพาจิตวิญญาณไปสู่สุคติภูมิอันบรมสุขโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อสิ่งใดเลย