[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: สำนักใหญ่ที่ไร้แก่นสาร และสองศิษย์ผู้แสวงหาโมกขธรรม]
ในยุคก่อนที่พระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายกว้างขวาง ในเมืองราชคฤห์มีสำนักปริพาชก (นักบวชประเภทหนึ่ง) ที่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงมาก นำโดย "สัญชัยปริพาชก" เป็นเจ้าสำนัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมายรวมถึงหนุ่มปราชญ์สองคนคือ "อุปติสสะ" (ต่อมาคือพระสารีบุตร) และ "โกลิตะ" (ต่อมาคือพระมหาโมคคัลลานะ) ทั้งสองคนเรียนรู้คัมภีร์และวิชาทั้งหมดของสัญชัยจนหมดสิ้นภายในเวลาไม่กี่วัน แต่พวกเขากลับรู้สึกว่า ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้นจากความตาย (อมตธรรม) เป็นเพียงหลักปรัชญาทางโลกทั่วไป ทั้งสองจึงสัญญากันว่า ถ้าใครเจอทางหลุดพ้นก่อน จะต้องมาบอกอีกคนหนึ่ง
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: ดวงตาเห็นธรรม และคำชวนที่ถูกปฏิเสธด้วยทิฐิ]
ต่อมา อุปติสสะได้พบกับ "พระอัสสชิ" (หนึ่งในปัญจวัคคีย์) และได้ฟังธรรมสั้น ๆ จนบรรลุโสดาบัน จึงรีบนำธรรมะนี้ไปบอกโกลิตะจนบรรลุตาม ทั้งสองระลึกถึงพระคุณของสัญชัยปริพาชกผู้เป็นอาจารย์เก่า จึงพากันเดินกลับมาที่สำนักเพื่อชวนอาจารย์ไปเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน
อุปติสสะกล่าวว่า "อาจารย์ครับ บัดนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ธรรมะของพระองค์เป็นของจริง นำไปสู่การหลุดพ้นแท้จริง ขออาจารย์จงร่วมเดินทางไปฟังธรรมกับพวกเราเถิด"
สัญชัยปริพาชกได้ฟังก็ส่ายหน้าและตอบด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรีว่า "พวกเธอไปเถอะ... ฉันไปไม่ได้หรอก เพราะฉันเป็นอาจารย์คนมานาน เป็นเจ้าสำนักที่มีคนกราบไหว้ทั่วเมือง การที่ฉันจะลดตัวลงไปนั่งเป็นลูกศิษย์ของสมณะโคดมผู้มีอายุรุ่มราวคราวลูกคราวหลานนั้น เปรียบเสมือน 'ขันตักน้ำที่กลายเป็นกระบอกตักน้ำ' มันน่าอายเกินไป ฉันยอมอยู่ที่นี่ดีกว่า"
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: คำถามเรื่องคนฉลาดกับคนโง่ และสัจธรรมแห่งโลก]
อุปติสสะพยายามตื้อ แต่อาจารย์สัญชัยกลับถามกลับว่า "อุปติสสะ... เธอ ลองบอกฉันทีสิว่า ในโลกใบนี้ มีคนฉลาดหรือคนโง่มากกว่ากัน?"
อุปติสสะตอบทันทีว่า "คนโง่มีมากกว่าคนฉลาดมหาศาลครับอาจารย์ คนฉลาดมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น"
สัญชัยปริพาชกหัวเราะแล้วพูดว่า:
"ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถิด... คนที่เป็นบัณฑิตมีปัญญาฉลาด ๆ ก็ขอให้พากันไปหาพระสมณะโคดมของพวกเธอเถิด ส่วนพวกคนโง่ ๆ ซื่อ ๆ ที่มีอยู่เต็มโลก ก็ขอให้พากันมาหาฉันที่สำนักนี้ เงินทองและลาภสักการะของฉันก็จะไม่วันหมดสิ้น พวกเธอไปกันเถอะ"
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ถูก "ทิฐิมานะ" และ "ความโลภในลาภยศ" บดบังจนกู่ไม่กลับ อุปติสสะและโกลิตะพร้อมด้วยเพื่อนนักบวชอีก 250 คน จึงพากันกราบลาและเดินออกจากสำนักมุ่งหน้าไปบวชในพระพุทธศาสนา สำนักของสัญชัยถึงกับร้างลงในพริบตา จนสัญชัยเครียดจัดถึงขั้นกระอักเลือดสด ๆ ออกมา
เมื่อพระภิกษุทั้งหลายนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงตรัสอุปมาสอนใจว่า สัญชัยปริพาชกเปรียบเสมือนคนที่เห็นสิ่งไร้สาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งมีสาระว่าไร้สาระ จึงไม่มีวันเข้าถึงสัจธรรมได้
คติธรรมที่ได้รับ
"บุคคลที่เข้าใจในสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ และเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ มีความดำริผิดเป็นโคจร ย่อมไม่ประสบสิ่งที่เป็นสาระเลย... ส่วนบุคคลที่รู้สิ่งเป็นสาระว่าเป็นสาระ และรู้สิ่งไม่เป็นสาระว่าไม่เป็นสาระ มีความดำริชอบเป็นโคจร ย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระอันแท้จริง" อีโก้ ทิฐิ และการยึดติดในหัวโขนหรือตำแหน่งหน้าที่ มักเป็นกำแพงหนาที่ปิดกั้นไม่ให้คนเรามองเห็นความจริงและความถูกต้อง การยอมลดอัตภาพตัวตนลงเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ถูกต้อง คือวิถีของบัณฑิตผู้แท้จริง