[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: ชายเลี้ยงโคผู้ศรัทธา และการเฝ้ารอโอกาสอันยาวนาน]
ในแคว้นโกศล มีชายคนหนึ่งชื่อว่า "นันทะ" เขาประกอบอาชีพเป็นคนรับจ้างเลี้ยงโคให้กับมหาเศรษฐี แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงคนงานระดับล่าง แต่เขากลับเป็นคนที่มีปัญญาและมีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านทางมาพร้อมหมู่สงฆ์ นายนันทะจะคอยนำน้ำนมสด เนยใส และอาหารรสเลิศที่ได้จากแม่โคมาน้อมถวายด้วยความเคารพอยู่เสมอ และเขาคอยหาโอกาสกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรมที่บ้านของเขาเพื่อจะได้ฟังธรรมเต็ม ๆ สักครั้ง แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธเรื่อยมาเนื่องจากพระองค์ทรงทราบด้วยพระญาณว่า "ญาณของนายนันทะยังไม่แก่กล้าพอ" (ยังไม่ถึงเวลาที่จะบรรลุธรรม) ท่านจึงต้องเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่ออยู่หลายปี
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: วันแห่งความสมปรารถนา และดวงตาเห็นธรรม]
จนกระทั่งวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นว่าบัดนี้อินทรีย์ (ปัญญาและสมาธิ) ของนายนันทะแก่กล้าเต็มที่พร้อมที่จะบรรลุธรรมแล้ว พระองค์จึงทรงพาหมู่สงฆ์เสด็จมุ่งตรงไปยังที่พักของนายนันทะทันที นายนันทะดีใจจนเนื้อเต้นรีบจัดแจงที่ประทับและนำข้าวมธุปายาสและน้ำนมสดมาถวายพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ตลอด 7 วัน
ในวันที่ 7 หลังจากเสวยภัตตาหารเสร็จ พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดนายนันทะ ทรงอธิบายเรื่องความไม่เที่ยงของโลกและการปล่อยวาง ด้วยจิตที่ผ่องใสและสั่งสมบุญมาดี "นายนันทะสามารถตัดสังโยชน์ 3 ประการ บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล" กลายเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนาทันที ชายเลี้ยงโคหลั่งน้ำตาด้วยความปิติ ยินดีที่ชีวิตนี้ได้พบแสงสว่างที่แท้จริง
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: อาวุธสังหารริมทาง และสัจธรรมแห่งจิต]
หลังจากฟังธรรมเสร็จ นายนันทะได้ถือบาตรเดินตามส่งเสด็จพระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์เป็นระยะทางไกลด้วยความอาลัย พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงตรัสให้เขากลับ นายนันทะกราบแทบพระบาทแล้วหมุนตัวเดินกลับบ้านเพียงลำพัง ทว่า... ในระหว่างทางกลับนั้นเอง มีพรานป่าคนหนึ่งแอบซุ่มอยู่ริมทาง เขาพยายามจะยิงเนื้อตัวหนึ่งแต่พลาด ทันใดนั้นเขาหันมาเห็นเงาคนเดินมาเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรูเก่า จึง "น้าวคันศรพ่นพิษยิงตรงเข้าใส่หัวใจของนายนันทะอย่างจัง" นายนันทะล้มลงสิ้นใจตายคาที่ทันทีริมทางเดิน
ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ที่เดินตามหลังมาห่าง ๆ มาพบศพของนายนันทะพากันตกใจและสลดใจมากรีบวิ่งไปกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า น่าเสียดายเหลือเกินพระเจ้าข้า นายนันทะอุตส่าห์ทำบุญใหญ่ตลอด 7 วัน และเดินมาส่งพระองค์แท้ ๆ ถ้าหากพระองค์ไม่เสด็จมาที่นี่ หรือไม่ให้เขาเดินมาส่ง เขาก็คงไม่ต้องมาถูกยิงตายแบบนี้"
พระพุทธเจ้าทรงหยุดยืนและตรัสสอนพระภิกษุทั้งหลายด้วยความจริงอันเที่ยงแท้ว่า:
"ภิกษุทั้งหลาย... ต่อให้ตถาคตจะเสด็จมาหรือไม่ หรือนันทะจะเดินมาส่งตถาคตหรือไม่ก็ตาม 'ความตาย' ก็ต้องมาถึงเขาในวันนี้อยู่ดี เพราะมันเป็นกรรมเก่าที่เขาเคยทำไว้ in อดีตชาติ... พวกเธออย่าได้เศร้าโศกไปเลย บัดนี้เขาตายไปพร้อมกับจิตที่เป็นพระโสดาบัน ละโลกนี้ไปสู่สุคติสวรรค์เรียบร้อยแล้ว"
คติธรรมที่ได้รับ
"โจรย่อมทำความพินาศให้แก่โจร, คนจองเวรย่อมทำความพินาศให้แก่คนจองเวร... แต่จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด (จิตที่เต็มด้วยกิเลส โทสะ โมหะ) ย่อมทำความพินาศให้แก่ผู้นั้น รุนแรงยิ่งกว่าโจรหรือศัตรูทำให้อย่างมหาศาล" โลกภายนอกหรือศัตรูจะทำร้ายเราได้ก็แค่เพียงชาตินี้หรือทำให้ร่างกายเราพังพินาศ แต่จิตใจที่ไร้การฝึกฝนและปล่อยให้คิดผิด ทำผิด ย่อมสามารถลากเราดิ่งลงสู่นรกและเวียนว่ายตายเกิดในกองทุกข์ได้นับพันนับหมื่นชาติ การฝึกจิตให้ตั้งมั่นในความดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต