[เนื้อเรื่องส่วนที่ 1: ชายเลี้ยงโคผู้หิวโหย กับอานิสงส์ข้าวบวช]
ในเมืองสาวัตถี มีชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นคนรับจ้างเลี้ยงโค วันหนึ่งเขาเดินตามหาโคที่หายไปในป่าจนเหนื่อยล้าและหิวจัด เขาเดินมาเจอวัดพระเชตวันในเวลาเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาที่พระภิกษุสงฆ์กำลังฉันภัตตาหารเสร็จพอดี พระภิกษุเห็นชายหนุ่มสภาพอิดโรยและหิวโซ จึงเกิดความเมตตานำอาหารรสเลิศที่เหลือจากการบิณฑบาตมามอบให้เขา อาหารเหล่านั้นประณีตและอร่อยกว่าอาหารที่เขาเคยกินมาทั้งชีวิต ชายหนุ่มกินจนอิ่มหนำสำราญแล้วคิดในใจว่า "เราทำงานหนักแทบตาย กินแต่น้ำข้าวกับผักต้ม แต่พวกพระในวัดนี้อยู่อย่างสบาย มีอาหารดี ๆ ฉันทุกวัน... เราบวชเป็นพระดีกว่า!" คิดได้ดังนั้นเขาจึงขอให้พระภิกษุบวชให้ ซึ่งพระท่านก็เมตตาบวชให้จนได้นามว่า "พระจิตตหัตถะ"
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 2: วงจรอุบาทว์ บวช ๆ สึก ๆ 6 รอบ]
หลังจากบวชได้ไม่กี่วัน พระจิตตหัตถะได้กินอาหารอิ่มหนำ ร่างกายพองโตผิวพรรณผุดผ่องขึ้นมาทันตาเห็น แต่พอร่างกายแข็งแรง "กามราคะและความอยากทางโลก" ก็เริ่มเข้าครอบงำจิตใจ ท่านเริ่มคุมใจตัวเองไม่ได้ คิดถึงบ้าน คิดถึงภรรยาที่เคยอยู่ด้วยกัน ท่านจึงเดินไปบอกพระอุปัชฌาย์ขอสึกออกไปเป็นฆราวาส
พอสึกไปอยู่บ้าน ทำงานตากแดดตากฝนจนเหนื่อยล้า อาหารการกินก็แร้นแค้น ร่างกายเริ่มผอมโซ ท่านก็คิดถึงความสบาย in วัดอีก... แล้วก็เดินกลับมาขอขมาพระเพื่อ "ขอบวชใหม่"
พอพระเมตตาบวชให้ อยู่ไปได้ไม่นานก็คิดถึงเมียอีก... ก็ "ขอสึกอีก"
วงจรชีวิตของท่านวนเวียนอยู่แบบนี้ บวชแล้วสึก สึกแล้วบวช สลับไปสลับมาจนครบ "6 ครั้ง" พระภิกษุสงฆ์ทั้งวัดพากันส่ายหน้าและระอาในความโลเลของท่าน จนไม่มีใครอยากจะคุยด้วย เพราะจิตของท่านแกว่งไปแกว่งมาดั่งลูกตุ้มนาฬิกา ควบคุมด้วยสติไม่ได้เลย
[เนื้อเรื่องส่วนที่ 3: อสุภนิมิตในมุ้ง และการหวนคืนสู่ร่มกาสาวพัสตร์ครั้งสุดท้าย]
จนกระทั่งในการสึกครั้งที่ 6 ท่านกลับไปอยู่บ้านกับภรรยาจนกระทั่งภรรยาตั้งครรภ์ ในวันหนึ่ง ท่านกลับมาจากทำงานในไร่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย เดินเข้าห้องนอนตั้งใจจะมาหาภรรยา แต่ภาพที่ท่านเห็นตรงหน้ากลางดึกวันนั้นกลับกลายเป็น "อาวุธธรรมชิ้นเอก":
ภรรยาของท่านกำลังนอนหลับลึกอย่างไร้สติ เสื้อผ้าผืนนุ่งหลุดลุ่ย ท้องโตโย้ ปากอ้ากว้าง มีน้ำลายไหลย้อยเยิ้มออกมาทางมุมปาก ส่งเสียงกรนดังสนั่น ร่างกายบวมฉุ
พระจิตตหัตถะยืนจ้องมองภาพนั้นด้วยความตะลึง จิตของท่านที่เคยสะสมบุญจากการบวชมา 6 ครั้งพลันเกิด "อสุภกรรมฐาน" (เห็นความน่าเกลียดของร่างกาย) ขึ้นมาในใจอย่างรุนแรง ท่านคิดในใจว่า "ร่างกายนี้ตอนตื่นดูสวยงาม แต่นอนหลับกลับซากศพดี ๆ นี่เอง ที่ผ่านมาเราหลงใหลในสิ่งปฏิกูลนี้จนต้องสึกออกมาลำบากลำบนถึง 6 ครั้งเชียวหรือ! บ้านหลังนี้มันไม่ใช่รังนอนแต่มันคือป่าช้าชัด ๆ!"
ท่านเกิดความสลดสังเวชใจขั้นสุดยอด คว้าผ้ากาสาวพัสตร์ที่เก็บไว้ วิ่งหนีออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังวัดพระเชตวันกลางดึกคืนนั้นทันที ในระหว่างทางที่วิ่งไป ท่านปากก็สวดพิจารณาความไม่เที่ยงและความน่าเกลียดของร่างกายไปตลอดทาง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและตัดใจได้อย่างเด็ดขาด "ก่อนจะเดินไปถึงวัด พระจิตตหัตถะก็สามารถทำลายอาสวกิเลสทั้งหมด บรรลุเป็นพระอรหันต์บนทางเดินนั้นเองในหนที่ 7!"
รุ่งเช้า ชาวเมืองและพระภิกษุเห็นท่านเดินสงบสำรวมไม่มีท่าทีโลเลอีก พากันล้อเลียนว่า "อ้าว จิตตหัตถะ รอบนี้จะอยู่ได้กี่วันล่ะ จะสึกอีกเมื่อไหร่" พระจิตตหัตถะยิ้มอย่างสงบแล้วตอบว่า "ข้าพเจ้าหมดความผูกพันทางโลกแล้ว ข้าพเจ้าจะไม่สึกอีกต่อไป" พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงตรัสรับรองว่า บัดนี้จิตของจิตตหัตถะไม่แกว่งไกวแล้ว เพราะท่านฝึกจิตจนพ้นจากความอยากได้สำเร็จ พร้อมตรัสพระคาถาบทสำคัญ
คติธรรมที่ได้รับ
"จิตของผู้ที่มีความสับส่าย (ไม่มั่นคง) ไม่รู้แจ้งในพระสัทธรรม มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย ปัญญาของเขาย่อมไม่บริบูรณ์... ส่วนจิตของผู้ไม่มีความกะสับกะส่าย (มั่นคงดีแล้ว) มีจิตอันราคะและโทสะไม่ซึมซาบ ละบุญและบาปได้แล้ว เป็นผู้ตื่นอยู่ ย่อมไม่มีภัยใด ๆ เลย" จิตใจที่ไร้การฝึกฝนย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำและหวั่นไหวไปตามกระแสของความอยากได้ง่าย แต่หากเราใช้สติปัญญาเท่าทันและมองเห็นความจริงของโลก จิตที่มั่นคงแล้วย่อมหลุดพ้นจากบ่วงทุกข์และพบความสงบเย็นอันแท้จริง